ป่าชุมชนไม่ใช่แค่อุดมคติ  ชาวบ้านเหล่าเหนือพิสูจน์แล้ว  

0
89

 

ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ป่าชุมชนได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานนะทางเลือกการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวบ้านในชนบท โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าของรัฐ 

  

      เชื่อกันว่าการที่ไม่สนับสนุนแนวทางป่าชุมชน การจัดการทรัพยากรแบบรวมศูนย์อำนาจนอกจากจะไร้ประสิทธิภาพในการ คุ้มครองและรักษาทรัพยากรป่าไม้แล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทางตรงมากที่สุดก็หนีไม่พ้นชาวบ้านหรือ “ชุมชนท้องถิ่น” ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับทรัพยากร 

      การมอบอำนาจหรือกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรป่าให้กับชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบป่าชุมชน เป็นการคุ้มครองและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ อีกทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ใกล้ป่า เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 

      การต่อสู้อันยาวนานเกือบ 30 ปี ของบุญยงค์ จิตมณี อดีตผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านเหล่าเหนือ  อ.สอง จ.แพร่   ที่ปลุกระดมผู้คนในชุมชนของตัวเองและชุมชนใกล้เคียง ให้ร่วมกันยืนหยัดต่อสู้กับขบวนการค้าไม้ จนกระทั่งได้รับชัยชนะเป็นผืนป่า 2,720 ไร่ ที่กลับมาอุดมสมบูรณ์  สิ่งที่ได้มานั้นคุ้มค่ากับการที่พวกเขาต้องเอาชีวิตเข้าแลก เพราะในเวลานี้ ความแห้งแล้งได้หมดไป และพวกเขาสามารถส่งต่อทรัพยากรอันประเมินค่าไม่ได้ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน 

      “สิ่งที่ผมได้ทำไปแล้วผมรู้สึกว่าผมมีความภาคภูมิใจที่สุดเลย ที่ทำให้ป่าไปนี่นะ เพราะมันเห็นผลประโยชน์ที่มีไว้ให้กับลูกหลานอย่างประเมินค่าไม่ได้เลยนะครับ แล้วถึงวันนี้ในแต่ละเครือข่ายในชุมชนก็เอาที่พวกผมทำไปขยายต่อในชุมชนในหมู่บ้าน ได้รับรางวัลต่างๆ ได้คำยินยอมจากส่วนราชการว่าเป็นถึงระดับประเทศเลยนะครับ”  บุญยงค์ จิตมณี  ได้บอกกับเราอย่างนี้

      ขณะที่  ชาติ สุริยา ผู้ร่วมต่อสู้กับผู้ใหญ่บุญยงค์มาตั้งแต่เริ่ม  กล่าวว่า ทุกอย่างสามารถทำได้จริงเพราะพวกเขาได้รับความสนับสนุนและร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างมาก ป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือในเวลานี้ มีผืนป่ารวมทั้งสิ้น 2,720 ไร่ และได้รับรางวัลระดับประเทศมาแล้วหลายรางวัล รวมทั้งรางวัลลูกโลกสีเขียว และพวกเขาได้กลายเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นๆ ที่ต้องการหันมาปกป้องผืนป่าของตนเองมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี 

      วันนี้  “ป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือ หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่” กับรางวัลป่าชุมชนรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัลจำนวน 200,000 บาท มีความโดดเด่นจากการวางกลยุทธ์พลิกฟื้นผืนป่า ด้วยวิธี “ปิดป่า” ห้ามทุกคนเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าทุกรูปแบบเป็นเวลา 3 ปี เป็นการเยียวยาด้วยวิธีธรรมชาติจนกระทั่งผืนป่าคืนสู่สภาพสมบูรณ์อีกครั้ง ชุมชนได้รวมตัวกันยื่นขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน 2,720 ไร่ และปัจจุบันได้พึ่งพิงประโยชน์จากป่าชุมชน ช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือนจากการหาของป่าเพื่อบริโภค มีแหล่งต้นน้ำจนสามารถพัฒนาเป็นระบบประปาภูเขา หล่อเลี้ยงวิถีอาชีพทางการเกษตร เป็นเครื่องการันตี ว่าชุมชนดูแลกันได้ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน” 

ข้อมูลภาพ/  a 24 News