ก.ต. ไล่ออกผู้พิพากษาพันคดีรุกที่ภูเก็ตเรียก 400 ล. ชงตั้งสอบวินัยร้ายแรง 

0
33

ก.ต. ลงมติ 13 ต่อ 1 เสียง ไล่ออกผู้พิพากษา ที่เข้าไปพัวพันคดีก๊วนรุกที่ภูเก็ต เรียก 400 ล้าน – อนุฯ ก.ต. ชงตั้งสอบวินัยร้ายแรงตาม พ.ฎีกา หลังปรากฎภาพถ่ายหลักฐานมัด

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีการพิจารณาวาระผลการสอบสวน กรณี ผู้พิพากษารายหนึ่ง ถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ใน จ.ภูเก็ต ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท

 ที่ประชุม มีมติ 13 ต่อ 1 เสียง ไล่ออกผู้พิพากษารายนี้ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และถูกออกคำสั่งย้ายตัวเข้ามาช่วยราชการที่ศาลอาญาหลังจากเกิดเรื่อง โดยการพิจารณาลงมติของ ก.ต.ครั้งนี้ นายณรัช อิ่มสุขศรี เป็น ก.ต.เสียงข้างน้อย ขณะที่ นายปุณณะ จงนิมิตรสถาพร เคยเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงไม่มีสิทธิลงมติต้องออกจากการประชุมไป

โดยพฤติการณ์ของผู้พิพากษารายนี้ที่ถูกร้องเรียนมีทั้งการร่วมคณะกับคู่กรณีบุกรุกเข้ามาเก็บข้อมูลหลักฐานในที่ดินที่มีข้อพิพากษา มีการข่มขู่เจ้าพนักงานสอบสวน การล็อบบี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีที่รู้จักกันให้มีการประทับรับฟ้องคดีอาญาของคู่กรณี โดยอ้างว่าโจทก์เป็นญาติ และก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาได้มีการโทรศัพท์สอบถามผลคดีล่วงหน้า รวมไปถึงการมีส่วนร่วมรู้เห็น สั่งการ ให้คำแนะนำ ปรึกษา หรืออยู่เบื้องหลังการเจรจาทำบันทึกข้อตกลงเพื่อไกล่เกลี่ยคดีจนได้รับเงินชดเชยกว่า 400 ล้านบาท ด้วย

ขณะที่ในการสอบสวนเส้นทางการเงินคดีนี้ ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่า ภายหลังจากที่บริษัทเอกชนรายใหญ่ได้จ่ายเงินชดเชยให้คู่กรณี จำนวน 400 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสด 200 ล้านบาท และเป็นหุ้นจำนวน 200 ล้านบาท เพื่อไกล่เกลี่ยคดีแล้ว

 ในส่วนของเงินสดจำนวน 200 ล้านบาท ถูกโอนเข้าบัญชีของผู้เกี่ยวข้องหลายคน ในจำนวนนี้ มีเงินจำนวน 11 ล้านบาท ถูกโอนเข้าไปในบัญชีของผู้พิพากษารายนี้ด้วย ส่วนแม่ของผู้พิพากษารายนี้ มีเงินเกือบ 2 ล้านบาทโอนเข้าไปด้วย

โดยเงินชดเชย 200 ล้านบาทดังกล่าว มีการถอนหมดบัญชีในวันเดียว และเป็นการถอนแบบโอนเข้าบัญชี 140 ล้านเศษ กระจายไปตามบุคคลต่าง ๆ และมีการถอนเป็นเงินสด 59 ล้าน 

จากการตรวจสอบยังพบว่า ภายหลังจากที่ คู่กรณีบริษัทเอกชนรายนี้ ได้รับเงินและผลประโยชน์แล้ว ได้แบ่งผลประโยชน์ให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ถูกกล่าวหา เป็นเงิน 65,000,000 บาท และจำนวนหุ้นในที่ดินร้อยละ 40 จากจำนวนหุ้น ที่ คู่กรณีของบริษัทเอกชนรายนี้ ได้รับมาจาก บริษัทเอกชนรายนี้ มีมูลค่าประมาณ 72,000,000 บาท มีชื่อ นาง ว. (มารดาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ถูกกล่าวหา) เป็นผู้ถือแทนผู้ถูกกล่าวหา รวมผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับประโยชน์ทั้งสิ้นเป็นเงิน 137,000,000 บาท

รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจาก ผู้พิพากษารายนี้ ที่ถูก ก.ต.มีมติไล่ออกราชการแล้ว คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) ยังได้มีมติให้ส่งเรื่องประธานศาลฎีกา มีความเห็นตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ผู้พิพากษาฎีกาอีกรายหนึ่ง ที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันคดีนี้ด้วย โดยปรากฎภาพถ่ายหลักฐานยืนยัน  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ในขั้นตอนการของ อนุฯ ก.ต. ตรวจสอบไม่พบเส้นทางการเงิน จึงชี้ว่าไม่มีมูลให้ยุติเรื่อง และเพิ่งยกมาพิจารณาในชั้นพิจารณาความเหมาะสมในการเลื่อนเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (หน.ฎีกา) ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา มีมติเสียงข้างมาก 9 ต่อ 6 เสียง ไม่เห็นชอบให้ผู้พิพากษาฎีการายนี้ขึ้นเป็น หน.ฎีกา

 ที่มาสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org