สพฐ.ติดตาม พาน้องกลับห้องเรียน

0
88

“พาน้องกลับมาเรียน” เป็นระบบที่กระทรวงศึกษาธิการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลในการติดตามช่วยเหลือ พาน้อง ๆ นักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาในช่วงโควิดระบาดการเรียนหยุกชงักทำให้นักเรียนหายไปจากภาคเรียนที่ 1/64 และ 2/64 ของแต่ละสังกัด ทั้ง สพฐ., สอศ., สช., กศน.,และ กสศ. 

จำนวนนักเรียนที่หลุดจากระบบ เกือบ 7 หมื่น คน เป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-18 ปี อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ติดตามตัวพบแล้ว 45,123 คน   กำลังติดตาม 9,850 คน และกลับเข้าระบบการศึกษาแล้วส่วนหนึ่ง  แต่ยังเป็นจำนวนตัวเลขที่น้อยอยู่ 

เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายผลักดันโครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ซึ่งเป็นนโยบายแก้ปัญหาเชิงรุกเด็กหลุดออกจากระบบ เพื่อคืนโอกาส สร้างอนาคตให้เด็ก และแก้ปัญหาระยะยาวให้ประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ทางด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นประธานประชุม  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เมื่อต้น มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ และผู้อำนวยการสำนักต่างๆ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ. (DOC) อาคาร สพฐ. 5 ชั้น 9 กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งถ่ายทอดสดผ่านทางช่อง OBEC Channel ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศอีกด้วย

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุม ผอ.เขต ในครั้งนี้ เพื่อติดตามว่า หลังจากเปิดภาคเรียนแต่ละเขตพื้นที่พบปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งย้อนกลับไปก่อนวันที่ 17 พฤษภาคม 2565  สพฐ. ก็ได้มีความห่วงใย และมีเป้าหมายให้ทุกโรงเรียนเปิดภาคเรียนแบบ On-Site พร้อมกันได้อย่างปลอดภัย แต่หลังจากเปิดภาคเรียนแล้วพบว่ายังมีปัญหาอุปสรรคอยู่หลายประการ เช่น นักเรียนทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเรื่องการแต่งกาย ทรงผม จึงต้องมีการประชุมเพื่อทำความเข้าใจ และให้ช่วง 3 เดือนแรกของการเปิดภาคเรียน ให้ลดความเข้มข้นของเนื้อหาในการเรียนไว้ก่อน โดยให้เน้นที่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียนให้มีบทบาทเปรียบเสมือนพ่อแม่ ให้นักเรียนรู้สึกว่ามาโรงเรียนแล้วมีความสุข โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในความควบคุมของผู้อำนวยการเขตฯ ได้มอบหมายให้ศึกษานิเทศก์ และเจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น ดูแลสุขภาพกายและใจ รวมถึงการออกไปเยี่ยมและประเมิน ให้ความช่วยเหลือในโรงเรียนเนื่องจาก สพฐ. มีขนาดโรงเรียนที่แตกต่างกันมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีหลากหลายเช่นเดียวกัน เพื่อเป้าหมายที่ต้องการให้โรงเรียนเป็นบ้านแห่งความสุข และเป็นการเรียนที่มีความสนุก

ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning loss) ของเด็กนักเรียนก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่การพัฒนาต่อยอดนั้นจะดำเนินต่อไปได้ นักเรียนจะต้องมีความสุขในการเรียนก่อน จากนั้นจึงจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสม เช่น การหาแพลตฟอร์มที่ดีมารองรับ และให้คำนึงถึงว่านักเรียนมีภาวะการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ขอให้ ผอ.เขต และสถานศึกษาติดตามสนับสนุนนักเรียนในทุกรูปแบบที่สามารถทำได้ เราอยากเห็นโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย และเป็นหน่วยพัฒนาคนในชุมชนด้วย

สำหรับเรื่องโรงเรียนคุณภาพ โดยความคาดหวังที่เราตั้งโรงเรียนคุณภาพขึ้นมานั้น เราไม่ได้มีเจตนาไปยุบโรงเรียน แต่ต้องการกระจายโรงเรียนที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันให้มีอยู่ทั่วประเทศ อย่างน้อยที่สุดตำบลละ 1 แห่ง เว้นแต่ตำบลนั้นไม่มีโรงเรียนหรือเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และอาจจะควบสองตำบลต่อหนึ่งโรงเรียนก็ได้ สำหรับหน้าที่ของ ผอ.เขต เราต้องปักหมุดให้ได้ว่าในเขตพื้นที่ของตนเอง ต้องมีโรงเรียนคุณภาพกี่แห่งจึงจะครอบคลุมพื้นที่และแก้ไขปัญหาหรือเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวนน้อย ได้มีโอกาสเข้าไปใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งโรงเรียนคุณภาพอาจจะไม่ได้หมายถึงเรื่องของอาคารสถานที่อย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องของการจัดการเรียนการสอนหรือการบริหารจัดการภายใน ก็สามารถทำให้เกิดคุณภาพได้ 

และในส่วนของโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีนักเรียนจำนวน 200 กว่าแห่ง ตนมองว่าเป็นภาพความสำเร็จ ซึ่งเกิดจากผู้ปกครองไม่ประสงค์จะส่งให้บุตรหลานไปเรียน โดยประสงค์ให้ไปเรียนที่โรงเรียนคุณภาพชุมชนแทน ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้ยุบโรงเรียนก็ต้องดูว่าพื้นที่ของโรงเรียนนั้นบางแห่งรับบริจาคมา หรืออาจเป็นพื้นที่ของชาวบ้าน เราก็สามารถนำพื้นที่นี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อไปได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เดลี่ไทม์ ได้สอบถาม นายทศพร ถือพุดซา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต ๑ ทราบว่า จำนวนนักเรียนที่หายไปจากระบบ 166 คน จาก 72 โรงเรียน นักเรียน 33,000 คน ส่วนที่หายไป ย้ายกลับภูมิลำเนา บางรายไปทำงาน