วันจันทร์, มีนาคม 4, 2024
หน้าแรกวาไรตี้พาน้องกลับมาเรียน

พาน้องกลับมาเรียน

     นับแต่ปลายปี 64 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีสำรวจพบว่า มีเด็กตกหล่นหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึงกว่า 2 แสน คน รัฐบาลและทุกหน่วยงานพยายามหาแนวทางช่วยกันทุกวิถีทาง ที่จะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กเหล่านี้ 

     หลายคนที่ออกจากระบบการศึกษา ไม่ใช่เฉพาะปัญหาจากการแพร่ระบาดโควิด 19 แต่มีเหตุผลอื่น ๆ เช่น ความจำเป็นของครอบครัว เพื่อน หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งเป็นบริบทโดยรวม ที่ต้องหาข้อมูลเหล่านี้ เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาไปทีละจุด

      กระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้มีการแก้ปัญหาเชิงรุกผ่านโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ด้วยความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พร้อมด้วย 11 พันธมิตร ประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรุงเทพมหานคร และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

     ซึ่งถือเป็นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ และนับเป็นครั้งแรกที่จะบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงจำนวนเด็กในปัจจุบัน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และจะมีการลงติดตามถึงบ้าน เพื่อตามเด็กเหล่านี้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง

     โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ถือเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือจากหน่วยงานและพันธมิตรทั้ง 12 หน่วยงาน

     ย้อนกลับไปภายในเวลาไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น หลายหน่วยงานได้เริ่มต้นลงพื้นที่ปักหมุดค้นหาเด็กหลุดออกนอกระบบไปบ้างแล้ว ทำให้ในช่วงเดือนมกราคม 2565 ที่เริ่มต้นโครงการ มีตัวเลขจำนวนนักเรียน นักศึกษา นักเรียนพิการ และผู้พิการ ที่ตกหล่นและออกกลางคัน เหลือ 121,642 คน 

     ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน นักศึกษา กลุ่มปกติ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) รวมทั้งสิ้น  67,129 คน พบตัวแล้ว 52,760 คน

     ในจำนวนที่พบตัวนี้ มีเด็กที่กลับเข้าระบบการศึกษา 31,446 คน ไม่กลับเข้าระบบ 21,314 คน อยู่ระหว่างการติดตาม 5,628 คน และติดตามแล้วไม่พบตัว 8,741 คน ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มนักเรียนพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) สพฐ. และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษา กศน.อายุเกิน 18 ปี ที่เกินวัยการศึกษาภาคบังคับ และมีความต้องการประกอบอาชีพ

    จากการติดตามลงพื้นที่จริงดังกล่าวทั่วประเทศ ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2565  ถือเป็นเฟสแรกในการดำเนินงานโครงการ ส่งผลให้มีจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบลดน้อยลง เหลือ 1 หมื่นกว่าคนเท่านั้น

    ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากการประสานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ คณะทำงานวิจัย ที่ลงพื้นที่และการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มีการนำเทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูล (Big Data) มาใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ค้นหา และบันทึกผลการติดตาม ผ่านแอปพลิเคชัน “พาน้องกลับมาเรียน” และเว็บไซต์ dropout.edudev.in.th ที่สำคัญเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร ครู และบุคลากรการศึกษา ในการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็ก เพื่อค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

     คณะวิจัย ของ สพฐ. นำโดย ดร.ภูมิ  พระรักษา รอง ผอ.สพป.สมุทรปราการ เขต 1 จัดทีมวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ตามโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ลงพื้นที่ ครอบคลุมทุกภูมิภาค เพื่อเก็บข้อมูลโดยการลงพื้นที่จริง พื้นที่ นครปฐม ลำปาง สระแก้ว สอบทานค้นหากับเด็กตกหล่นและหลุดจากระบบการศึกษา

    หาแนวทางและวิธีการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือเด็กตกหล่นและออกกลางคันที่สอดคล้องกับปัญหาและสาเหตุ ซึ่งจะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เป็นแนวทางการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเด็กทุกคนในประเทศไทย.

    ที่สำคัญ เราต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชน ในการเข้ามาโอบอุ้มดูแลเด็กยากจนหรือกลุ่มเปราะบางให้มากขึ้น เพราะสิ่งสำคัญกว่าการพากลับเข้ามาในระบบการศึกษาแล้ว จะต้องดูแล ส่งเสริม สนับสนุนเด็กกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาไปอีก ซึ่งถือเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ต้องเป็น “ศูนย์” 

 

ข่าวใหม่ล่าสุด
- Advertisment -spot_img

ข่าวอื่นน่าสนใจ