บทเรียนโควิด-19 นำมาจัดการวิกฤต เน้นพลังพลเมืองตื่นรู้ ท่ามกลางโควิด-19 ที่กลับมาระลอกใหม่

0
717

บทเรียนโควิด-19 นำมาจัดการวิกฤต เน้นพลังพลเมืองตื่นรู้
ท่ามกลางโควิด-19 ที่กลับมาระลอกใหม่

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563
คือเวทีเสวนา “ก้าวผ่านวิกฤตโควิด … สู่วิถีชีวิต และการจัดการใหม่ร่วมกัน”
ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนรูปธรรมการสานพลังเพื่อฟันฝ่าวิกฤตสุขภาพในครั้งนี้
ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล บอกว่า
สถานการณ์การติดเชื้อทั่วโลกยังอยู่ในขาขึ้นและไม่คงที่ โดยสถิติล่าสุดขณะนี้คือทุก 3
วัน จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากถึง 1 ล้านราย ขณะที่อัตราการเสียชีวิตทะลุ 1 หมื่นรายต่อวัน
สำหรับบทเรียนของประเทศไทย นับจากเคสแรกที่เกิดขึ้นในเดือน ม.ค. 2563
ก่อนจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือการพูดคุยร่วมกันของทุกฝ่ายบนฐานข้อมูล
เพื่อประเมินและฉายภาพวิเคราะห์ จนนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรค ใช้มาตรการค้อนทุบในช่วงต้น และค่อยๆ
เริ่มผ่อนผันลงเป็น 6 เฟส ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ความสำคัญของการทำงานในครั้งนี้
คือการที่ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายรัฐบาล มีการประสานการทำงานร่วมกันโดยตลอด
ซึ่งอาจคล้ายกับเวทีสมัชชาสุขภาพฯ ที่เป็นการเชื่อมร้อยการทำงานของภาคส่วนต่างๆ
ร่วมกับปัจจัยที่สำคัญคือความร่วมมือจากภาคพลเมือง ที่ค่อยๆ
แปรเปลี่ยนความตื่นตระหนกเป็นตระหนัก ร่วมกันเรียนรู้และช่วยกันป้องกัน
จึงเป็นส่วนที่ทำให้ประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดได้ดี
สำหรับการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์” วิเคราะห์ว่า
มีด้วยกัน 5 ปัจจัย ประกอบด้วย 1. ปัจจัยทางมนุษย์
ซึ่งประเทศไทยมีความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชาติตะวันตก 2.
ปัจจัยการบริหารจัดการ ที่มีการตัดสินใจและประสานงานร่วมกัน 3.
ปัจจัยทางเทคโนโลยี ซึ่งไทยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเสมือนการใช้เครื่องติดตามตัวได้ 4. ปัจจัยระดับโลก
ที่จะต้องคอยเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดระลอกสองเข้ามา 5. ปัจจัยของไวรัส
ที่อาจมีการกลายพันธุ์มากขึ้นและเราจะต้องติดตาม

“อย่าคิดว่าจะต้องรอพึ่งพาวัคซีนอย่างเดียว
เพราะเรามีวัคซีนที่ได้ผลดีอยู่แล้วคือการใส่หน้ากาก-การล้างมือ-การรักษาระยะห่าง
ซึ่งเป็นสิ่งที่มั่นใจได้ในเวลานี้ ควบคู่กับความร่วมมือกันของคนทุกภาคส่วน
ที่ได้ร่วมกันดำเนินมาตรการต่างๆ โดยไม่ได้รอคอยแต่กลไกภาครัฐเพียงอย่างเดียว
เป็นการใช้กลไกของสังคมซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าและเป็นสิ่งที่ศิริราชคุ้นเคยดี จากการที่ได้ใช้พลังทางสังคม เงินบริจาคต่างๆในการดำเนินงาน” ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ ระบุย้อนรอยสถานการณ์ตั้งแต่แรกเริ่ม
มีตัวอย่างการดำเนินงานของภาคสังคมที่น่าสนใจภาพความสำเร็จได้รับการบอกเล่าผ่าน

น.ส.สุรางค์ จันทร์แย้มผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ และเครือข่ายสมัชชาสุขภาพพัทยา ซึ่งได้สะท้อนปัญหาของพนักงานบริการจำนวนมากที่ประสบภาวะยากลำบากจากการถูกปิดตัวของสถานบริการและธุรกิจการท่องเที่ยวที่หยุดชะงันส่งผลให้คนจำนวนหลายแสนคนต้องตกงานอย่างสิ้นเชิงขณะที่บางส่วนถึงขั้นกลายเป็นคนไร้บ้าน
ทั้งนี้ สิ่งที่ทางเครือข่ายทำคือ การลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้รอเพียงภาครัฐเข้ามาจัดการ โดยอันดับแรกคือการลุกขึ้นมาทำข้อมูลทางวิชาการเพื่อสำรวจความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นให้เป็นข้อมูลที่จับต้องได้
โดยลงพื้นที่สำรวจสภาพปัญหาและกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ นำมาสู่การแก้ไขเป็นลำดับตั้งแต่การตั้งกองทุนบริจาคเพื่อแจกจ่ายอาหาร จัดหาอุปกรณ์ยังชีพอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ไปจนถึงการทำกิจกรรมสื่อสารให้ความรู้เกี่ยวกับโรค
และแนวทางปฏิบัติตนที่ถูกต้อง“ในช่วงการระบาดของโควิด-19 โรคติดต่ออื่นๆ อย่าง HIV หรือซิฟิลิส
ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เราจึงต้องดำเนินงานควบคู่ไปพร้อมกันโดยใช้จังหวะเดียวกันเพื่อตรวจคัดกรอง ส่งต่อผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาทันทีในเวลาเดียวกันก็ทำให้มั่นใจว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อจะไม่ขาดยาต้านไวรัสในช่วงของการล็อค
ดาวน์ ซึ่งได้ดำเนินการมาจนถึงวันนี้โดยไม่ได้รอหน่วยงานใด” น.ส.สุรางค์ ระบุ


ด้าน นายศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกชุมชน กลุ่มใจบ้านสตูดิโอและสวนผักคนเมืองเชียงใหม่ เล่าว่า
จากการสำรวจความยากลำบากของประชาชนในช่วงโควิด-19พบว่าภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญมาจากค่าอาหาร
ขณะเดียวกันในช่วงของการแพร่ระบาดเกิดภาวะของการกักตุนอาหารสินค้าการเกษตรขาดช่วง
ทำให้เครือข่ายภาคประชาสังคมในเชียงใหม่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามและมองหาพื้นที่สาธารณะที่จะสามารถรองรับการผลิตและการกระจายอาหารในเมืองได้นายศุภวุฒิ ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการนำพื้นที่กองขยะกลางเมืองขนาดราว 2.5
ไร่ มาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าวแต่เมื่อมีการเสนอเข้าไปยังส่วนราชการ
ทำให้พบว่ามีการติดขัดข้อระเบียบกฎหมายหลายส่วนจึงเกิดการระดมทุนและทรัพยากรกันเองของภาคเอกชน
เข้ามาแปรเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นพื้นที่ผลิตอาหารและส่งเสริมการเรียนรู้“ด้วยมือของคนธรรมดาที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา ในเวลาเพียง 6 เดือนพื้นที่แห่งนี้ก็ปักหมุดเป็นพื้นที่สาธารณะของคนเมืองมีผลผลิตที่ชุมชนเข้ามาเก็บไปใช้บริโภค แบ่งปันและเป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนเมืองกับธรรมชาติได้ ดังนั้น
วิกฤตนี้ได้ทำให้เราลุกขึ้นมาเชื่อมโยงกับคนอื่น ไม่ได้อยู่แค่เพียงปัจเจกและยังจุดประกายให้เกิดการมองความเป็นไปได้ที่จะปลดล็อคพื้นที่อื่นๆให้รองรับประโยชน์สาธารณะได้ต่อไป” นายศุภวุฒิ ระบุสำหรับภาพใหญ่ของสถานการณ์และการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพ

ดร.สุวิทย์เมษินทรีย์ อดีต รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)และประธานจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ทำความเข้าใจว่า
ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่บนโลกใบเดิม แต่เป็นโลกที่มีความย้อนแย้ง ซับซ้อนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเรียกว่าเป็น One World, One Destiny หรือหนึ่งโลกหนึ่งชะตากรรมร่วม“พูดง่ายๆ ว่าจากนี้ไป ถ้ามีสุขเราก็สุขด้วยกัน แต่ถ้าทุกข์เราก็ทุกข์ด้วยกันเพราะภัยคุกคามจากนี้จะยกระดับเป็น Global ซึ่งโควิด-19 คือตัวอย่างของการเป็น
Global Commons ร่วมกัน และเราก็ไม่ได้มีแค่เรื่องของโควิด-19 แต่ยังมีปัญหาอื่นๆ
เช่น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วย” ดร.สุวิทย์ ระบุในส่วนของประเทศไทย ดร.สุวิทย์ บอกว่า แม้วิกฤตโควิด-19จะดูเป็นผลงานที่เราสามารถจัดการได้ดี แต่ยังคงมีวิกฤตเชิงซ้อนอยู่ร่วมอีกมาก
ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ หรือวิกฤตทางการเมืองที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันทำให้เราพิจารณาเลือกแก้ไขปัญหาเฉพาะโควิด-19 อย่างเดียวไม่ได้ ฉะนั้นพลังพลเมืองตื่นรู้ยังจะต้องก้าวข้ามไปสู่การจัดการเพื่ออยู่กับโลกวิถีใหม่ หรือ NewNormal ต่อไปด้วยทั้งนี้ หนทางอันจะนำไปสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่ยั่งยืน คือการสร้างสังคมที่ปกติสุข
บนพื้นฐาน 3H คือการมี Hope ความหวัง Happiness ความสุข และ Harmony
ความปรองดองซึ่งการสร้างสิ่งเหล่านี้จำเป็นจะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับจุลภาค
ไปจนถึงระดับโครงสร้างมหภาคเริ่มต้นจาก 1. New Mindset การที่ทุกคนปรับความคิดและมุมมองใหม่
โดยเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา 2. New Living Culture การมีวิถีวัฒนธรรมใหม่
โดยเฉพาะการรู้จักเติม รู้จักพอ และรู้จักปันซึ่งมีตู้ปันสุขเป็นตัวอย่างความงดงามจากช่วงโควิด-19 ที่ต้องรักษาไว้
ควบคู่กับสร้างวัฒนธรรมความสะอาด ความปลอดภัย เป็นต้น3. New Policy Agenda
การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อให้สอดรับกับพลวัตร โดยเน้นหนักใน 2 ด้าน
คือ หลักประกันความมั่นคงขั้นพื้นฐาน เช่น สุขภาพ อาหาร พลังงาน งานและรายได้
กับหลักประกันความฉลาดรู้ขั้นพื้นฐาน เช่น Health Literacy, Financial Literacy,
Social Literacy และ Digital Literacy4. New Social Ecosystem การสร้างระบบนิเวศทางสังคมใหม่
เพื่อตอบโจทย์สุขภาวะและความเป็นปกติสุขของคนในสังคมผ่านการสร้างสังคมที่เป็นธรรม (Clean & Clear) สังคมแห่งโอกาส (Free & และสังคมที่เกื้อกูลแบ่งปัน (Care & Share) เปลี่ยนการมองทุกอย่างแบบ Me Societyให้เป็น We Society และฐานรากสำคัญที่จะตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่อย่างยั่งยืน
คือการเปลี่ยนพลเมืองเฉยชา (Passive Citizen) ให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ (Engage
Citizen) นั่นเองสำหรับวงเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13
ประจำปี 2563 ภายใต้ธีมหลัก “พลังพลเมืองตื่นรู้ .. .สู้วิกฤตสุขภาพ”ที่คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.)สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้นวันที่16-17 ธันวาคม 2563 คือการบอกเล่าเรื่องราวผ่านเวทีเสวนา “ก้าวผ่านวิกฤตโควิด …สู่วิถีชีวิต และการจัดการใหม่ร่วมกัน”
ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนรูปธรรมการสานพลังเพื่อฟันฝ่าวิกฤตสุขภาพในครั้งนี้