เศรษฐกิจ

Daily Times Online พลิกเกมเจรจาภาษีทรัมป์ก่อนเส้นตายกรกฎาคม “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์” แนะ3 แนวทางเปลี่ยนดีล

“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์” แนะ3 แนวทางเปลี่ยนดีล

บรรณาธิการ 20 มิถุนายน 2569 12 ครั้ง
Daily Times Online พลิกเกมเจรจาภาษีทรัมป์ก่อนเส้นตายกรกฎาคม  “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์” แนะ3 แนวทางเปลี่ยนดีล
     พลิกเกมเจรจาภาษีทรัมป์ก่อนเส้นตายกรกฎาคม 
“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์” แนะ3 แนวทางเปลี่ยนดีลข้าวโพด GMO เป็นทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ปกป้องตลาดส่งออกแสนล้าน
     นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายการจัดสรรโควตานำเข้าข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการบรรเทามาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ว่า เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยและอาจได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว
     อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเกือบ3ปีและมีประสบการณ์เจรจากับUSTR EU AECและร่วมเวทีเจรจาในเวทีAPEC ระบุว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ มีมูลค่าทางการค้าเพียงประมาณ 7,000 ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากเกิดการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์ GMO เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตอาหารปศุสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ หรือสุกร จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น ซึ่งใช้มาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวด (Zero-Tolerance Policy) โดยปัจจุบันมูลค่าการส่งออกไก่แปรรูปและอาหารแช่แข็งของไทยไปยังทั้งสองตลาดนี้ มีมูลค่าสูงถึง 100,000 ถึง 140,000 ล้านบาทต่อปี การนำเสถียรภาพของตลาดส่งออกมูลค่าแสนล้านบาทไปผูกโยงกับเงื่อนไขนำเข้าหลักพันล้าน จึงเป็นความเสี่ยงทางการค้าที่ไม่สมควรเสี่ยง
“ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่ 5 ล้านตันต่อปี โดยที่ผ่านมาไทยบริหารจัดการส่วนขาด 4 ล้านตัน ผ่านการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา) ภายใต้กรอบ FTA ร่วมกับการใช้พืชทดแทนในประเทศ เช่น มันเส้น และรำข้าว ซึ่งการจัดทำ MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ จะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของผลผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดและกดดันให้ดัชนีราคาข้าวโพดตกต่ำลง กระทบต่อเกษตรกรต้นน้ำโดยตรง แม้จะมีมาตรการควบคุมสัดส่วนการซื้อในประเทศต่อการนำเข้าที่ 3:1 ก็ตาม”
    นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่าเพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมไทย และสร้างข้อตกลงที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win ) รัฐบาลควรปรับกรอบการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ก่อนเส้นตายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมี 3 แนวทางให้รัฐบาลพิจารณา
1.เปลี่ยนดีลสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นการลงทุนแห่งอนาคต (Tech-Driven Reciprocity)“
ตนคิดว่ารัฐบาลควรทบทวนเรื่องการนำเข้าข้าวโพด มาเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดเงินลงทุนในระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ มูลค่า 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 
ปี ซึ่งจะช่วยปรับดุลการค้าในภาคบริการที่สหรัฐฯ ได้เปรียบ และขับเคลื่อน GDP ของไทยอย่างยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety)
2.ต่อรองประเด็นฝ้ายพรีเมี่ยมกลไกสิ่งทอ(Textile Mechanism)
ใช้ประโยชน์จากช่องทางสัญญาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ยอมลดหย่อนภาษีนำเข้าสิ่งทอ หากคู่ค้านำเข้าวัตถุดิบสะอาดจากเกษตรกรสหรัฐฯ โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอของไทย ซึ่งส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 30,000 ล้านบาท ทำข้อตกลงระยะสั้นเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าฝ้ายเกรดพรีเมียม (Premium Cotton) จากสหรัฐฯ อีก 15% ถึง 20% เพื่อทดแทนแหล่งอื่น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรสหรัฐฯ ได้โดยตรงตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยไม่กระทบโครงสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทย
3.นำเสนอกรอบเวลาร่างกฎหมายด้านสินค้าและแรงงาน ปลดล็อคภาษี301
     รัฐบาลควรยื่นข้อเสนอต่อ USTR ด้วยกรอบเวลาที่ชัดเจน (Timeline) ในการเร่งรัดขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน เพื่อแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้ไทยในการเจรจาเพื่อคงอัตราภาษีในกลุ่มข้อยกเว้น และปรับลดอัตราภาษีภาพรวมลงมาอยู่ที่ 10% ให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อแลกเปลี่ยนในภาคเกษตรกรรม
"การดำเนินนโยบายการทูตพาณิชย์ของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรปลอดภัยและปลอด GMO เพื่อปกป้องตลาดส่งออกมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่า 1 แสนล้านบาท คือกุสโลบายที่มีความเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในเวลานี้" นายอลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง