back to top
28.8 C
Samut Prakan
Wednesday, March 11, 2026
spot_img

ข่าวใหม่ล่าสุด

spot_img

“ เก้าอี้กรรมการสหกรณ์…ทำไมถึงแย่งกันนัก? ”

เรื่องเล่าชาวสหกรณ์ ตอน ๑ : “ เก้าอี้กรรมการสหกรณ์…ทำไมถึงแย่งกันนัก? ”

โดย..เดลี่ไทม์ 

ผมกำหนดการเล่าเรื่องสหกรณ์ไว้สัก ๓ ตอน  ใครรู้แล้วก็ผ่านไปได้ ใครที่คิดเช่นเดียวกันลองอ่านดู

หากใครเคยมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับ “สหกรณ์ออมทรัพย์” ไม่ว่าจะเป็นของข้าราชการครู ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ คงสังเกตเห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดซ้ำ ๆ ทุกปีในช่วงเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร — นั่นคือ “ศึกชิงเก้าอี้กรรมการ” ที่ดุเดือดราวกับการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร
ทั้งที่ดูเผิน ๆ แล้ว ตำแหน่งกรรมการสหกรณ์ไม่น่ามีผลประโยชน์อะไรนอกเหนือจากค่าประชุมไม่กี่ร้อยบาทต่อครั้ง แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะเบื้องหลังของ “การอาสาเพื่อพี่น้องสมาชิก” นั้น บางครั้งก็ซ่อน “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ไว้อย่างแนบเนียน
แน่นอนครับ มีกรรมการจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจจริง มาด้วยหัวใจอาสา อยากช่วยบริหารให้สหกรณ์เข้มแข็ง ดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกให้ได้รับความเป็นธรรม ช่วยต่อรองดอกเบี้ยเงินกู้ จัดสวัสดิการ และสร้างระบบบริหารที่โปร่งใส คนกลุ่มนี้คือ “แกนบริสุทธิ์” ที่ทำให้สหกรณ์ยังเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก
แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดกันตรง ๆ  เพราะในความเป็นจริง การได้เป็นกรรมการสหกรณ์บางแห่ง หมายถึง “ช่องทางทางผลประโยชน์” ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง การว่าจ้างบริษัทภายนอก ไปจนถึงการเลือกบริษัทประกันที่มาดูแล “วงเงินค้ำประกันเงินกู้” ของสมาชิก
ลองคิดดูสิครับ บริษัทประกันที่ไม่คุ้นชื่อ ไม่มีประวัติในตลาด กลับได้เข้ามารับงานสัญญามูลค่าหลายล้านบาท แล้วใครเป็นคนแนะนำ? ใครเป็นคนอนุมัติ? และที่สำคัญ. “ส่วนต่าง” หรือ “ค่าตอบแทนพิเศษ” หายไปไหน?
คำตอบบางทีก็อยู่ในเงามืดของกระเป๋าใครบางคน ที่ใช้คำว่า “เพื่อสมาชิก” เป็นเพียงฉากบังหน้า
เมื่อสหกรณ์กลายเป็นองค์กรที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาล ไม่ต่างจากธนาคารย่อม ๆ การกำกับดูแลจึงต้องเข้มงวดกว่าที่เคย ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่กี่กลุ่มใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน
ควรมีกลไกตรวจสอบอิสระ  เปิดเผยข้อมูลสัญญา การแต่งตั้งบริษัทคู่สัญญา และเปิดเวทีให้สมาชิกตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่แค่ชื่อสวย ๆ บนกระดาษ
“อาสา” หรือ “อาศัย” สุดท้ายแล้ว คำว่า “จิตอาสา” ที่หลายคนอ้างถึง จะมีความหมายก็ต่อเมื่อการเข้ามาทำหน้าที่นั้นไม่ใช่เพื่ออาศัยสหกรณ์เป็นบันไดสู่ผลประโยชน์ของตนเอง
สหกรณ์คือของสมาชิกทุกคน ไม่ใช่ของกรรมการไม่กี่คน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะถามให้ชัดว่า…
คุณสมัครเป็นกรรมการเพื่อออมทรัพย์ หรือเพื่อออมผลประโยชน์?
เส้นทางเงินประกันกู้ ใครได้…ใครเสีย? ทุกวันนี้ “สหกรณ์ออมทรัพย์” แทบจะเป็นสถาบันการเงินคู่ขนานกับธนาคารแห่งประเทศไทย — มีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านไปจนถึงหลักพันล้านบาทในแต่ละแห่ง แต่สิ่งที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เคยรู้หรือไม่เคยอยากรู้ คือ “เงินบางส่วน” ที่ถูกหักออกไปจากวงเงินกู้ของพวกเขา หายไปอยู่ในช่องว่างของระบบที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
จุดเริ่มต้นของระบบ “ประกันค้ำกู้  ในอดีตการกู้เงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์ใช้ระบบค้ำประกันโดยเพื่อนร่วมอาชีพ เช่น ครูค้ำครู ตำรวจค้ำตำรวจ หรือข้าราชการค้ำกันเอง เพื่อสร้างความมั่นใจในการชำระหนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เกิดกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตก่อนชำระหนี้ครบ หรือผู้ค้ำต้องแบกรับภาระแทน ทำให้หลายสหกรณ์เริ่มใช้ระบบ “ประกันค้ำกู้” โดยให้บริษัทเอกชนเข้ามารับประกันวงเงินกู้แทน
แนวคิดดูดี  เพราะช่วยลดความเสี่ยงให้สมาชิกและครอบครัว แต่ในทางปฏิบัติ…ระบบนี้กลับกลายเป็น “ขุมทอง” สำหรับบางคน
เส้นทางเงินจากสมาชิกสู่บริษัทลึกลับ สมมติว่าสมาชิกสหกรณ์แห่งหนึ่งกู้เงิน 1 ล้านบาท ระบบจะหัก “เบี้ยประกันค้ำกู้” ประมาณ 0.5–1% หรือราว 5,000–10,000 บาทต่อราย ซึ่งถ้าสหกรณ์มีสมาชิกกู้ 5,000 คน ก็เท่ากับมีเงินประกันกว่า 25–50 ล้านบาทต่อปี
คำถามคือ บริษัทประกันเหล่านั้นมาจากไหน? บางแห่งเป็นบริษัทที่ไม่เคยมีชื่อเสียง ไม่เคยอยู่ในรายชื่อบริษัทประกันภัยที่ได้รับอนุญาตจาก คปภ. แต่กลับได้สิทธิเข้ามาดูแลวงเงินระดับสิบล้าน โดยมี “คนแนะนำ” อยู่ในคณะกรรมการหรือคนใกล้ชิดผู้บริหารสหกรณ์
ช่องว่างแห่งผลประโยชน์ มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า บริษัทประกันบางแห่ง “ตอบแทน” สหกรณ์ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ค่าการตลาด” หรือ “ค่าอำนวยความสะดวก” ซึ่งไม่ปรากฏในเอกสารทางบัญชี แต่กลับถูกแปลงเป็นของขวัญ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่ง “เงินพิเศษ” สำหรับผู้มีอิทธิพลในกระบวนการอนุมัติ
และที่ร้ายกว่านั้น  สมาชิกไม่เคยได้รับรู้เลยว่าตนจ่ายค่าเบี้ยเท่าไร บริษัทใดเป็นผู้รับประกัน เงื่อนไขเป็นอย่างไร เพราะทั้งหมดถูกหักอัตโนมัติในระบบเงินกู้โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด
สัญญาที่ไม่มีใครเห็น เมื่อผู้กู้เสียชีวิตหรือผิดนัดชำระหนี้ บริษัทประกันจะเข้ามาชำระแทนตามวงเงินที่กำหนด แต่มีหลายกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตกลับต้องเจรจาต่อรองนานนับเดือน เพราะบริษัทประกัน “ตีความเงื่อนไขไม่ตรงกัน” หรือ “อ้างเหตุขาดเอกสาร” จนกลายเป็นภาระซ้ำซ้อน
ขณะเดียวกัน เอกสารสัญญาระหว่างสหกรณ์กับบริษัทประกัน มักไม่เปิดเผยให้สมาชิกตรวจสอบ อ้างว่าเป็น “เรื่องภายใน” ทั้งที่เงินทั้งหมดมาจากสมาชิกนั่นเอง
เมื่อสหกรณ์กลายเป็นสนามผลประโยชน์ จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนอยากเข้าไปเป็นกรรมการสหกรณ์ — ไม่ใช่เพื่ออาสา แต่เพื่อ “อาศัย” เพราะตำแหน่งนั้นมีอำนาจในการชี้ขาดว่าจะเลือกบริษัทใด ทำสัญญาแบบใด และเบี้ยประกันจะคิดเท่าไร
ในบางสหกรณ์ การจัดซื้อจัดจ้างสินทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน ระบบไอที หรือเครื่องใช้สำนักงาน ก็อยู่ภายใต้วิธีเดียวกัน “ใครใกล้ผู้บริหารมาก…ก็มีสิทธิมาก” จนทำให้สหกรณ์ที่ควรเป็นของสมาชิก กลายเป็น “ของกลุ่มใครบางคน” ที่ใช้อำนาจและข้อมูลในมือแสวงหาผลประโยชน์
ถึงเวลาทำให้ “สหกรณ์” โปร่งใสจริง ๆ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในตอนนี้ คือ
การเปิดเผยข้อมูลทุกสัญญา ของสหกรณ์ต่อสมาชิก โดยเฉพาะสัญญาประกันค้ำกู้
การกำหนดมาตรฐานกลาง จากกรมส่งเสริมสหกรณ์และ คปภ. เพื่อควบคุมการเลือกบริษัทประกันให้โปร่งใส
การตั้งคณะตรวจสอบอิสระ ที่มาจากสมาชิกจริง ไม่ใช่คนของผู้บริหาร

เจอกันตอนหน้า/ จาก “สหกรณ์ของเรา” สู่อาณาจักรของใคร?

เพิ่มเพื่อน Line Official

spot_img

ข่าวใหม่ล่าสุด

ข่าวเด็ด ห้ามพลาด