เปิดตู้ต้องสงสัย 18 ตู้ แหลมฉบัง พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนเศษโลหะนับแสนกิโล รัฐบูรณาการร่วม ศุลกากร DSI กรมคุมมลพิษ สกัดเครือข่ายขยะข้ามชาติ
การเปิดตู้สินค้าต้องสงสัยจำนวน 18 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยความร่วมมือของ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมควบคุมมลพิษ กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญว่า ปัญหา “ขยะพิษข้ามชาติ” กำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
การปฏิบัติการครั้งนี้มี นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามการตรวจสอบด้วยตนเอง หลังพบข้อมูลการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายจากต่างประเทศ โดยอำพรางเอกสารสำแดงสินค้าเป็นเพียง “เศษโลหะ” หรือ “เศษเหล็ก”
ผลการเปิดตรวจพบว่า ภายในตู้สินค้าหลายตู้มี แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า ปะปนอยู่กับเศษโลหะจำนวนมาก ซึ่งเข้าข่าย “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ที่จัดเป็นของเสียอันตรายตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
เฉพาะตู้สินค้ากลุ่มแรก 12 ตู้ ที่สำแดงว่าเป็น “เศษเหล็ก” จากประเทศเฮติ พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนจำนวนมาก น้ำหนักรวมกว่า 284,919 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2.53 ล้านบาท
ขณะที่อีก 4 ตู้ เป็นสินค้าที่ได้ข้อมูลจากเครือข่าย Basel Action Network (BAN) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ติดตามการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยสำแดงสินค้าเป็น Metal Scraps และ Mixed Metal จากประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนอีก 2 ตู้ เป็นตู้ที่กรมศุลกากรอายัดไว้ เนื่องจากผู้นำเข้ามีประวัติอยู่ในเครือข่ายที่ถูกเฝ้าระวัง โดยสำแดงสินค้าเป็น เศษอลูมิเนียม จากสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมสินค้าผิดกฎหมาย แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ระดับโลกที่หลายฝ่ายกังวลว่า
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นปลายทางของ “ขยะพิษโลก”
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste เป็นหนึ่งในของเสียที่เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก
หลายประเทศพัฒนาแล้วมีต้นทุนการกำจัดสูง และมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มงวด จึงเกิดขบวนการลักลอบส่งออกขยะมายังประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย
จีน เคยเป็นศูนย์กลางรับขยะ แต่หลังจากจีนประกาศ ห้ามนำเข้าขยะ ขบวนการค้าขยะข้ามชาติจึงหันเป้าหมายมายังประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น ไทย เป็นต้น
ประเทศไทยเองเคยเผชิญการทะลักของขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนต้องออกมาตรการ ห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในที่สุด
แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายห้ามนำเข้า ขบวนการลักลอบยังใช้วิธี สำแดงสินค้าเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น เศษเหล็ก เศษโลหะ พลาสติกรีไซเคิล ที่ถูกตรวจสอบจับได้ครั้ง
ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการค้าผิดกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับ สารพิษร้ายแรง ที่ปรากฏเป็นข่าวในพื้นที่ จังหวัด ปราจีน สระแก้ว ฉะเชิงเทรา
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากมีสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหน่วงไฟ
หากถูกนำไปเผาหรือแยกชิ้นส่วนโดยไม่มีมาตรฐาน จะทำให้เกิดการปนเปื้อนใน ดิน น้ำ และอากาศ และส่งผลต่อสุขภาพของชุมชนในระยะยาว
หลายพื้นที่ในเอเชียเคยกลายเป็น “เมืองแยกขยะพิษ” ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
การตรวจพบตู้สินค้าครั้งนี้จะเป็นความสำเร็จของหน่วยงานรัฐ แต่ผู้สันทัดด้านสิ่งแวดล้อมมองว่า การแก้ปัญหาขยะพิษข้ามชาติจำเป็นต้องทำในหลายระดับ เช่น
-
เพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบท่าเรือ ใช้ระบบบริหารความเสี่ยงและนำเทคโนโลยีตรวจสอบสินค้าให้มากขึ้น
-
เชื่อมข้อมูลระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวัง ภายในและต่างประเทศ
-
กฎหมายต้องลงโทษรุนแรงขึ้น เพื่อสกัดขบวนการลักลอบนำเข้า
-
พัฒนาระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดตลาดมืดรองรับขยะผิดกฎหมาย







