นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติบางกลุ่ม เข้ามาพำนักในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน และ อ.เกาะสมุย
รวมถึงหมู่เกาะแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัด และมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้นอมินีประกอบกิจการผิดกฎหมาย ว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จังหวัดได้ประสานข้อมูลกับสำนักงานจัดหางานจังหวัด รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เพื่อตรวจสอบจำนวนแรงงานต่างชาติในพื้นที่ โดยพบว่าตัวเลขแรงงานจากแต่ละประเทศอยู่เพียงหลักพัน และเมื่อรวมทุกสัญชาติอยู่ในระดับหลักหมื่นเท่านั้น
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยืนยันว่า มาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุย จะดำเนินการกับทุกเชื้อชาติอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทย หากพบกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที โดยไม่เลือกปฏิบัติ

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน โดยเบื้องต้นได้สั่งให้หยุดดำเนินกิจการไว้ก่อน เพื่อรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ จังหวัดยังบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งพาณิชย์ สรรพากร และหน่วยงานตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการถือครองทรัพย์สิน การเสียภาษี และการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยจะทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นายจุมพฏ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการจับกุมและดำเนินคดีมาโดยตลอด เพียงแต่หลายกรณีไม่ได้เผยแพร่เป็นข่าว โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคน รวมถึงฝ่ายปกครองอำเภอเกาะสมุย ได้ร่วมกันตั้งคณะทำงานหลายชุดเพื่อติดตามและตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
“ไม่ใช่เฉพาะชาติใดชาติหนึ่ง แต่ดำเนินการทุกเชื้อชาติ และพร้อมเปิดให้สื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา” ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลได้ตลอดเวลา ผ่านสายด่วน 191 รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ตรงของผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ได้มอบหมายให้นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวต่างชาติและชาวไทยร่วมกันเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 รวมถึงกรณีสามีภรรยาชาวอิสราเอล มีการโฆษณาผ่านเพจสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการรับทำวีซ่า และเชิญชวนชาวต่างชาติย้ายเข้ามาพำนักใน อ.เกาะพะงัน และพื้นที่อื่นในประเทศไทย ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้สั่งระงับกิจการไว้ก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป





