เศรษฐกิจ

Daily Times Online หวั่นไทยตกขบวนไม่ทันโลกเศรษฐกิจ แนะดูตัวอย่าง 3 ชาติ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

บรรณาธิการ 26 มิถุนายน 2569 28 ครั้ง
Daily Times Online  หวั่นไทยตกขบวนไม่ทันโลกเศรษฐกิจ แนะดูตัวอย่าง 3 ชาติ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”
     หวั่นไทยตกขบวนไม่ทันโลกเศรษฐกิจ แนะดูตัวอย่าง 3 ชาติ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์” ทักท้วงกระทรวงการคลัง ชี้เป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 51% ปี 2580 ช้าเกินไป จี้คลอดระบบสายส่งเสรีสัญญา Direct PPA ปลดล็อกโรงไฟฟ้า 6 พันเมกะวัตต์ ลดภาระประชาชน

     กรุงเทพฯ– สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของกระทรวงการคลังที่ประกาศเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ โดยปักหมุดเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 51 ภายในปี พ.ศ. 2580 เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและรับมือมาตรการภาษีคาร์บอนอย่าง CBAM ของยุโรปนั้น
     นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงทัศนะเชิงนโยบายวันนี้โดยกล่าวว่า เห็นด้วยกับคำแถลงของกระทรวงการคลังที่มองว่าพลังงานสะอาดคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะชี้ชะตาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

     "ปัจจุบันกลุ่มทุนเทคโนโลยีขั้นสูงและ Green Data Center ระดับโลก มีเงื่อนไข RE100 (การใช้พลังงานหมุนเวียน 100%) เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเลือกตั้งฐานการผลิต หากไทยมีความพร้อมด้านพลังงานหมุนเวียนที่ชัดเจน จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ได้ในระดับแสนล้านบาทในทันที

     ยิ่งกว่านั้น มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของยุโรป หรือกฎหมาย Clean Competition Act ของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนให้พลังงานสะอาดกลายเป็น "เงื่อนไขบังคับจำยอม" ของห่วงโซ่อุปทานโลก
⏱️ จี้เร่งเป้าหมายให้เร็วขึ้น 5 ปี ยกบทเรียน 3 ประเทศมหาอำนาจพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์เจ้าของฉายามิสเตอร์เอทานอล มีความเห็นว่า การกำหนดเป้าหมายพลังงานทดแทน 51% ในปี 2580 นั้น “ช้าเกินไปและสร้างความสับสน” โดยเสนอให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง และกระทรวงพลังงาน เร่งรัดกรอบเวลาเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 51 ให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2575 หรือเร็วขึ้นกว่าเดิม 5 ปี โดยขอให้ดูตัวอย่างความสำเร็จจาก 3 ประเทศ ดังนี้:
 🇨🇳 สาธารณรัฐประชาชนจีน: สร้างสถิติโลกด้วยการระดมสรรพกำลังสร้างฐานพลังงานหมุนเวียนขนาดยักษ์ในทะเลทราย ดันกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์และพลังงานลมเข้าระบบได้เกือบ 100,000 เมกะวัตต์ (100 GW) ภายในเวลาเพียง 3 ปี (พ.ศ. 2563-2566)
 🇩🇪 ประเทศเยอรมนี: เผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามจนต้องออกกฎหมาย "Osterpaket" ปลดล็อกให้การสร้างพลังงานสะอาดเป็นผลประโยชน์สาธารณะขั้นสูงสุดเพื่อความมั่นคงของชาติ ตัดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากจนสามารถเพิ่มไฟฟ้าสีเขียวเข้าระบบได้กว่า 30,000 เมกะวัตต์ ทันทีในเวลาไม่ถึง 3 ปี
 🇻🇳 ประเทศเวียดนาม: ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2561 เวียดนามมีโซลาร์เซลล์ไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ แต่ด้วยมาตรการจูงใจและปลดล็อกสายส่งอย่างจริงจัง ภายในเวลาเพียง 2 ปีเศษ เวียดนามสามารถสร้างปรากฏการณ์ "Solar Boom" ดันกำลังการผลิตพุ่งทะยานสู่ 16,500 เมกะวัตต์ ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของอาเซียน และกลายเป็นอาวุธสำคัญที่เวียดนามใช้กวาดเม็ดเงินลงทุน FDI จากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่กำลังย้ายฐานในปัจจุบัน

     นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ยังมีความเห็นว่า การบรรจุโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่ หรือการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเก่าขนาด 6,313 เมกะวัตต์ เป็นการล็อกประเทศไทยไว้กับพลังงานฟอสซิลอีกกว่า 20 ปี และทำให้เกิดภาระ "ค่าความพร้อมจ่าย" (Availability Payment: AP) ให้ประชาชนต้องแบกรับผ่านค่า FT รวมถึงความเสี่ยงจากราคาก๊าซ LNG นำเข้าที่ผันผวน

     "แผนPDPใหม่ควรยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ 6,313 เมกะวัตต์ แล้วโยกศักยภาพสายส่งไปเร่งรัดการลงทุนติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จำนวน 10,485 เมกะวัตต์ ตามที่บรรจุไว้ในแผนให้เสร็จสิ้นภายในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2575 ซึ่งเป็นจังหวะที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่โลกมีราคาดิ่งต่ำลง เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ได้อย่างมั่นคงและโปร่งใสสูงสุด"

     นายอลงกรณ์เน้นย้ำในตอนท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ หัวใจสำคัญคือความโปร่งใส ความเร็วเชิงนโยบาย และการประสานพลังระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และภาคเอกชน เพื่อปฏิรูปกฎหมาย เปิดเสรีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) และกำหนดอัตราค่าบริการสายส่งที่เป็นธรรม (Wheeling Charge) ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดภายในปีนี้ แต่หากกลไกรัฐและกฎระเบียบปรับตัวช้ากว่ากระแสโลก พลังงานสะอาดที่ควรจะเป็น "แต้มต่อ" ก็จะกลับกลายเป็น "กำแพงภาษี" ที่ปิดกั้นการเติบโตของประเทศไทยในที่สุด.
แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง