เศรษฐกิจ

Daily Times Online “ อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ”เสนอยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู - อีคอมเมิร์ซข้ามแดน” พลิกวิกฤตภาษีทรัมป์12.5%สร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทย

“ อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ”เสนอยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู - อีคอมเมิร์ซข้ามแดน” พลิกวิกฤตภาษีทรัมป์12.5%สร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทย

บรรณาธิการ 25 กรกฎาคม 2569 40 ครั้ง
Daily Times Online  “ อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ”เสนอยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู - อีคอมเมิร์ซข้ามแดน” พลิกวิกฤตภาษีทรัมป์12.5%สร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทย
     “ อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ”เสนอยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู - อีคอมเมิร์ซข้ามแดน” พลิกวิกฤตภาษีทรัมป์12.5%สร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทย
     นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Institute)นำเสนอบทความพิเศษกรณีผลกระทบจากการที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีตอบโต้ประเทศไทย12.5%ล่าสุดพร้อมเสนอแนวทางพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทยด้วยุทธศาสตร์“3วงแหวน5ประตู”และ การค้าข้ามพรมแดนเป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยมีเนื้อหาสาระ ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

บทความพิเศษ
โจทย์ใหม่การส่งออกไทย: พลิกวิกฤตภาษีสหรัฐฯ 12.5% สู่ยุทธศาสตร์ "3 วงแหวน 5 ประตู" และ การค้าข้ามพรมแดน (Cross-Border E-Commerce)
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Institute) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
บทนำ: ความพยายามที่ไม่ไร้ผล และโอกาสกลางวิกฤต
จากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดบังคับใช้ภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากอัตรา MFN อีก 12.5% กับประเทศไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 (ตามเวลาสหรัฐฯ) นั้น
ในนามของสถาบันเอฟเคไอไอ ขอ แสดงความชมเชยและให้กำลังใจทีมพาณิชย์และรัฐบาลไทย ที่ได้ทุ่มเทเจรจาทางการค้าอย่างหนักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ผลลัพธ์ในภาพรวมเรายังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 12.5% เท่ากับเวียดนาม แต่ผลงานที่ประจักษ์ชัดและต้องบันทึกไว้คือ ความสำเร็จในการผลักดันให้สหรัฐฯ ยินยอมยกเว้นภาษี 12.5% ให้แก่สินค้าส่งออกของไทยมากถึง 2,120 รายการ คิดเป็นมูลค่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ
สินค้าแชมเปี้ยนและสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมหลักของไทยที่ได้รับการยกเว้นภาษีอย่างครอบคลุม ได้แก่ 1) วงจรรวม (IC) 2) หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) 3) ชิ้นส่วนอากาศยาน 4) ยางธรรมชาติ 5) ยางแผ่น/ยางแท่ง 6) แป้งมันสำปะหลัง 7) สับปะรดสดและแปรรูป 8) ผลไม้สดและแห้ง 9) มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว และ 10) น้ำตาลจากอ้อย
การยกเว้นภาษีในรายการสินค้าหลักทั้ง 10 กลุ่มนี้ นับเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่รัฐบาลสร้างไว้ให้กับภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรมของไทย อย่างไรก็ตาม การทำงานเพื่อชาติต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับสินค้าอีกเกือบครึ่งหนึ่งที่ยังคงต้องเผชิญอัตราภาษี 12.5% รัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องจับมือกันนำข้อเสนอแนะใหม่ๆ ไปพิจารณาปรับกลยุทธ์ เพื่อเป็นเข็มทิศทิศทางเดียวกันทั้งหน่วยงานในประเทศ ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ และภาคเอกชนผู้ปฏิบัติการ
1. วิเคราะห์สมรภูมิการค้า: ไทยและเวียดนามยืนในจุดเดียวกัน
ข้อมูลทางการล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ไทยและเวียดนามถูกจัดเก็บภาษี 12.5% เท่ากัน จึงหมดข้อกังวลเรื่องการเสียเปรียบเชิงภาษีให้แก่เวียดนาม ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมหลักยังคงมีสัดส่วนราว 17.2% ของการส่งออกไทยรวม (สถิติช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัว 17.6% มูลค่าส่งออกรวมกว่า 196,741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)  
ความท้าทายจริงในระยะยาวจึงตกอยู่กับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการยกเว้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมบางประเภท ซึ่งคาดว่าอาจกระทบมูลค่าส่งออกไทยปี 2569 ราว 1,800 – 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 – 8.4 หมื่นล้านบาท) หากไม่มีการยกระดับมาตรฐานแรงงานบังคับและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อขอลดอัตราภาษีลงเหลือ 10% หรือต่ำกว่านั้น ในการทบทวนรอบถัดไป  
2. เข็มทิศเชิงยุทธศาสตร์: 
4 กรอบแนวทางสู้ศึกการค้าโลก
สถาบันเอฟเคไอไอ ขอเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างและตัวเลขยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนแปรไปสู่การปฏิบัติอย่างแม่นยำ ดังนี้:  
(1) ยุทธศาสตร์เชิงการทูตพาณิชย์และการเจรจารายรหัส (Trade Diplomacy & Traceability)
 1.1ขยายผลจาก 2,120 รายการ: 
ใช้ประโยชน์จากกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ถูกเรียกเก็บภาษี 12.5% ทั้ง 10 กลุ่มหลักข้างต้น เร่งอัดฉีดการส่งออกและขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ทันที  
 1.2ตั้งทีมพิเศษแก้โจทย์แรงงาน: เร่งสร้างระบบ Digital Traceability ตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อการันตีว่าไร้แรงงานบังคับ ใช้เป็นข้อต่อรองกับ USTR ในการขอปรับลดภาษีกลุ่มที่เหลือลงสู่ 10%  หรือต่ำกว่านั้น
(2) ยุทธศาสตร์ "3 วงแหวน 5 ประตู" (Three Rings & Five Gateways)
เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง รัฐบาลควรรื้อฟื้นและยกระดับยุทธศาสตร์การค้าข้ามแดน โลจิสติกส์เชิงพื้นที่ และเป้าหมายเชิงตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรม
2.1 ยุทธศาสตร์3วงแหวนการค้า (Three Trade Rings):
 วงแหวนที่ 1 (ตลาดอาเซียน): ตลาดใกล้มือซึ่งมีสัดส่วนราวยอดส่งออกไทยกว่า 23.5% (มูลค่าเฉลี่ยปีละกว่า 65,000–70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เร่งกระชับความร่วมมือ ATIGA และการค้าชายแดนเพื่อขยายตัวต่อเนื่อง
 วงแหวนที่ 2 ตลาดอาเซียน +6): ใช้ประโยชน์จาก RCEP ครอบคลุมสัดส่วนกว่า 55% ของการส่งออกไทยรวม โดยเฉพาะตลาดจีน (มูลค่ากว่า 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย(FTAเฉพาะ) ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและเติบโตเกิน 15% YoY
 วงแหวนที่ 3 (ตลาดใหม่ & ขยายมูลค่าในตลาดดั้งเดิม):
 ตลาดดั้งเดิม: เพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกในตลาดหลักอย่าง สหรัฐฯ (เป้าหมาย 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สหภาพยุโรป (EU27) และสหราชอาณาจักร  
 ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง (New High-Potential Markets): รุกตลาดตะวันออกกลาง (GCC ขยายตัว 19.3%), ลาตินอเมริกา (ขยายตัว 26.8%), เอเชียใต้/อินเดีย (ขยายตัว 9.2%) และทวีปแอฟริกา เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
2.2 ยุทธศาสตร์ 5 ประตูการค้าและโลจิสติกส์ (Five Gateways):
 ประตูภาคเหนือ: เชื่อมโยงการค้าข้ามแดนสู่จีนตอนใต้และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)
 ประตูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ใช้ประโยชน์จากรถไฟไทย-ลาว-จีน ขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมสู่จีน เอเซียกลาง และยุโรป
 ประตูภาคใต้: ขยายการค้าข้ามแดนสู่มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ และกลุ่มประเทศแปซิฟิกใต้โดยเฉพาะออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
 ประตูภาคตะวันตก: เปิดประตูสู่เมียนมา เอเซียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา 
 ประตูภาคตะวันออก: ชูศักยภาพ EEC และท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ส่งออกทางทะเล
(3) เร่งส่งเสริมการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามแดนเชิงรุก (Cross-Border E-Commerce: CBEC)
นี่คือ "ทางลัด (Shortcut)" ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้อย่างรวดเร็วและจับต้องได้ที่สุด รัฐบาลต้องเร่งจับมือกับแพลตฟอร์มการค้าระดับโลก (เช่น Amazon, eBay), ระดับภูมิภาค (Shopee, Lazada) และระดับประเทศในตลาดเป้าหมาย (เช่น Tmall, JD.com ในจีน หรือแพลตฟอร์มท้องถิ่นใน GCC และอินเดีย) โดยจัดตั้ง "Thai Pavilion" เป็นโครงการยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออกผ่านช่องทาง CBEC ให้เติบโต 20% – 30% ต่อปี เพื่อช่วยให้ SME ไทยส่งออกตรงสู่ผู้บริโภคทั่วโลกได้โดยไม่ต้องผ่านกำแพงภาษีค้าปลีกแบบเดิม
(4) ปฏิรูปสู่ Bio-Economy และ AI-Driven Manufacturing
 4.1 เปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตพื้นฐาน (OEM) ไปสู่สินค้าเทคโนโลยีชีวภาพมูลค่าสูง (Bio-based) และชิ้นส่วน AI/Data Center ซึ่งมีอัตรากำไรสูงเกิน 20% – 35% ดูดซับภาระภาษีได้สบาย  
 4.2 สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้โรงงานนำ Automation และAiมาใช้ ลดต้นทุนการผลิตลงอย่างน้อย 15% ชดเชยภาระภาษีข้ามแดน  
บทสรุป: ก้าวต่อไปด้วยเอกภาพและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
วิกฤตภาษีสหรัฐฯ 12.5% ครั้งนี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการค้า หากรัฐบาลนำบทเรียนและความสำเร็จจากการปกป้องสินค้าสำคัญ 2,120 รายการ มาผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ "3 วงแหวน 5 ประตู" การเจาะตลาดใหม่ และการรุก "อีคอมเมิร์ซข้ามแดน (CBEC)" เชื่อมั่นว่าภาคการส่งออกไทยจะสามารถขับเคลื่อนมูลค่าการส่งออกรวมให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก.
แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Daily Times Online “Solar Cells”…ติดตั้งบำรุงรรักษา ความท้าทายอาชีพใหม่ทางด้านพลังงานทางเลือก

Daily Times Online “Solar Cells”…ติดตั้งบำรุงรรักษา ความท้าทายอาชีพใหม่ทางด้านพลังงานทางเลือก

“Solar Cells”…ติดตั้งบำรุงรรักษา ความท้าทายอาชีพใหม่ทางด้านพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด ในประเทศไทย

Daily Times Online    ส.อ.ท. จับมือมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกฯ เดินหน้าผลักดันพลังงานชีวภาพ หนุนอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเป้าหมาย Net Zero      สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้า

Daily Times Online ส.อ.ท. จับมือมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกฯ เดินหน้าผลักดันพลังงานชีวภาพ หนุนอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเป้าหมาย Net Zero สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้า

ส.อ.ท. จับมือมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกฯ เดินหน้าผลักดันพลังงานชีวภาพ หนุนอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐ...