สังคม

Daily Times Online บทความทางกฎหมาย เรื่อง "หนูไม่รู้ หนูจะรอดไหม" โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

บรรณาธิการ 4 กรกฎาคม 2569 98 ครั้ง
Daily Times Online บทความทางกฎหมาย เรื่อง "หนูไม่รู้ หนูจะรอดไหม"  โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
     บทความทางกฎหมาย เรื่อง "หนูไม่รู้ หนูจะรอดไหม"
 โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
     ช่วงที่ผ่านมามีข่าวที่สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมไทย เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวชาวไทย หรือ “แอร์โฮสเตส” ถูกจับกุมที่สนามบินในประเทศออสเตรเลีย พร้อมของกลางเป็นยาเสพติดประเภทเฮโรอีนที่ซุกซ่อนไปในสัมภาระ
                  คำถามยอดฮิต “ถ้าหนูไม่รู้จริงๆ ว่าข้างในเป็นยาเสพติด หนูจะรอดไหม? ” 
                มาดูข้อกฎหมายของประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย กับข้ออ้าง “หนูไม่รู้”
                 บทเรียนจากคดี "แอร์สาวมีนา" แอร์โฮสเตสสาวที่ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) ซุกซ่อนฝังอยู่ในเนื้อผ้ากระเป๋าลายช้างอย่างแยบยล เพื่อเลี่ยงเครื่องสแกน
                  คดีในลักษณะนี้ ผู้ถูกจับกุมมักให้การภาคเสธว่า “มีคนฝากของมา” หรือ “รับหิ้วสินค้า OTOP มาโดยไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด” ซึ่งเป็นสิ่งที่แก๊งค้ายาข้ามชาติมักใช้ล่อลวงคนเดินทางหน้าใหม่ หรือบุคลากรที่เข้าออกเมืองสะดวก โดยเสนอเงินค่าจ้างหลักหมื่นและตบท้ายว่า "ตรวจสอบแล้วปลอดภัย" 
                   แต่เมื่อความจริงปรากฏที่ปลายทาง คำว่า "ไม่รู้" กลับกลายเป็นคำที่พิสูจน์ยากที่สุดในโลก
 เปิดข้อกฎหมายออสเตรเลีย : หลักการที่เข้มงวดกว่าที่คิด
๑. ข้อหา “ นำเข้ายาเสพติดภายใต้การควบคุมพรมแดนในปริมาณเพื่อการค้า (Importing a commercial quantity of a border-controlled drug) ตามมาตรา 307.2(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาออสเตรเลีย
๒. ข้อหา “ ครอบครองยาเสพติดภายใต้การควบคุมพรมแดนในปริมาณเพื่อการค้า” (Possessing a commercial quantity of a border-controlled drug) ตามมาตรา 307.6(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาออสเตรเลีย 
                 อัตราโทษสูงสุด: แต่ละข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดข้อหาละ 25 ปี ซึ่งรวมโทษจำคุกสูงสุดในคดีนี้ไม่เกิน 50 ปี (ประเทศออสเตรเลียไม่มีการลงทัณฑ์ด้วยโทษประหารชีวิต)
                 แนวทางการตัดสิน: ในทางปฏิบัติของกฎหมายออสเตรเลีย มักจะนับเป็นกรรมเดียวและลงโทษตามอัตราโทษสูงสุดของข้อหา จึงอาจถูกตัดสินจำคุกสูงสุดที่ 25 ปี ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์เจตนาในชั้นศาล
                  สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับจำเลยคือ อัยการออสเตรเลียไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าจำเลยรู้ชนิดยาเสพติดอย่างชัดเจน
                   กฎหมายออสเตรเลียกำหนด "องค์ประกอบความผิดทางจิตใจ" ไว้เป็น 2 ระดับ คือ:
1. Knowledge (รู้ตัว): จำเลยรู้ดีอยู่แล้วว่าถืออะไรมา
2. Recklessness (ความเพิกเฉยอย่างร้ายแรง): แม้จำเลยจะไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไร แต่ "ตระหนักรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง" ว่าอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังเลือกที่จะยอมรับความเสี่ยงนั้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
                     นอกจากนี้ ศาลออสเตรเลียยังมีหลักที่เรียกว่า "แกล้งไม่รู้" (Wilful Blindness) คือ ถ้าพฤติกรรมมันน่าสงสัยมาก (เช่น คนแปลกหน้าจ้างเงินหมื่นให้หิ้วเบาะรองนั่งไปออสเตรเลีย) แต่จำเลยกลับเจตนาปิดหูปิดตาตัวเองไม่ตรวจสอบ ศาลจะถือว่ามีความผิดทันทีและคำแก้ตัวว่าไม่รู้จะฟังไม่ขึ้น
                      ย้อนรอยบรรทัดฐานศาลสูงออสเตรเลีย : คดี He Kaw Teh อันลือลั่น
ในอดีต ศาลออสเตรเลียเคยเคร่งครัดมากถึงขนาดที่ว่า "แค่มียาเสพติดอยู่ในกระเป๋าก็ผิดแล้ว" โดยไม่ต้องดูเจตนา (Strict Liability) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในคดี He Kaw Teh v The Queen (1985)
                      นาย He Kaw Teh ถูกจับพร้อมเฮโรอีน 2.7 กิโลกรัมซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทางที่มีพื้นสองชั้น เขาอ้างว่าไม่รู้เห็น ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 20 ปี แต่เขาไม่ยอมแพ้และสู้จนถึงศาลสูง (High Court) ซึ่งศาลสูงได้วางหลักการใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยว่า:
 “ ต้องมีเจตนาทางอาญา” (Mens Rea): คดีที่มีโทษร้ายแรง กฎหมายต้องสันนิษฐานว่า “ต้องมีความรับรู้” เสมอ

                      หน้าที่พิสูจน์เป็นของอัยการ: อัยการต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลย "รู้" ไม่ใช่ผลักภาระให้จำเลยพิสูจน์ว่า "จำเลยไม่รู้"

                      อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันศาลออสเตรเลียได้ "แก้ไขปัญหา" การหลุดพ้นคดีจากการอ้างว่าไม่รู้นี้ โดยการเปลี่ยนไปใช้วิธี "พิสูจน์พฤติการณ์แวดล้อม" แทน เช่น ความสัมพันธ์กับคนฝาก, น้ำหนักกระเป๋าที่ผิดปกติ, หรือค่าจ้างที่สูงเกินจริง
 หากมีพฤติการณ์เหล่านี้ ศาลจะดึง “ หลัก Recklessness หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” มาลงโทษจำเลยทันที ทำให้การรอดคดีด้วยคำว่า "ไม่รู้" แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในปัจจุบัน

                    เปรียบเทียบหลักกฎหมายและคำพิพากษาของไทย
                     ในประเทศไทย หลักเรื่อง “เจตนา” ก็เป็นหัวใจสำคัญเช่นกัน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 “ บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา และหากไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด จะถือว่ามีเจตนาไม่ได้” 
                    บรรทัดฐานที่มักถูกนำมาเทียบคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2543 ซึ่งศาลไทยพิพากษา “ยกฟ้อง” จำเลยที่รับฝากของที่มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ประกอบ ได้แก่: ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี: ยืนรอให้ตรวจค้นปกติ ไม่ตื่นตระหนก
ให้การปฏิเสธทันที: ยืนยันความบริสุทธิ์ตั้งแต่ชั้นจับกุมว่าไม่ทราบ พยานโจทก์ไม่เพียงพอ: อัยการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลย "รู้หรือควรรู้" ศาลก็จะพิพากษา “ยกฟ้อง”

                       ความแตกต่างที่สำคัญ: แม้หลัก” เจตนา” จะคล้ายกัน แต่ “หน้าที่การนำสืบ” ของทั้งสองประเทศมีระดับความเข้มข้นต่างกัน ศาลออสเตรเลียจะให้ความสำคัญกับหลัก "ความรับผิดชอบต่อสัมภาระ" ที่สูงมาก การอ้างว่า "รับหิ้ว" โดยไม่เปิดเช็คของข้างในจะถูกตีความเป็นความผิดฐานเพิกเฉย (Reckless)ได้ง่ายกว่าในระบบไทย
หลักการ Recklessness (ความเพิกเฉยหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง) ตามกฎหมายของออสเตรเลีย มีความแตกต่างอย่างนัยสำคัญจากหลัก "ความประมาท" ตามกฎหมายอาญาของไทย โดยเฉพาะในบริบทของคดียาเสพติด ดังนี้

                  1. นิยามและลักษณะของพฤติการณ์
                   ออสเตรเลีย (Recklessness): คือการที่จำเลยอาจไม่รู้แน่ชัดว่าของสิ่งนั้นคืออะไร แต่ "ตระหนักรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง (Substantial Risk)" ว่าสิ่งนั้นอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังเลือกที่จะยอมรับความเสี่ยงนั้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
                   นอกจากนี้ยังมีหลัก "แกล้งไม่รู้" (Wilful Blindness) คือการที่จำเลยเจตนาปิดหูปิดตาตัวเองไม่ตรวจสอบในพฤติการณ์ที่ปุถุชนควรสงสัย (เช่น รับจ้างคนแปลกหน้าหิ้วของ) ซึ่งศาลออสเตรเลียจะอนุมานว่าคือความ Reckless ทันที
                  ประเทศไทย (ความประมาท): ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ หมายถึง “ การกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดย "ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์" และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
                ดังนั้น มาตรฐานการระมัดระวังจึงต่ำกว่ามาตรฐานของวิญญูชน

2. ระดับความรับผิดในคดียาเสพติด
                   ออสเตรเลีย: ในคดีนำเข้ายาเสพติด อัยการไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เจตนา (Intent) ที่จำเลยต้องรู้ชนิดยา 100% เพียงพิสูจน์ว่าจำเลยมีความ Reckless ก็เพียงพอต่อการลงโทษแล้ว โดยศาลถือว่าความ Reckless คือ องค์ประกอบความผิดทางจิตใจ (Fault Element) ระดับหนึ่งที่ใช้ลงโทษในคดีอาญาร้ายแรงได้เท่ากับเจตนา
                 ประเทศไทย : หลักกฎหมายไทยให้ความสำคัญกับ "เจตนา" เป็นหลัก ตามมาตรา 59 วรรคสาม หากผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด (เช่น ไม่รู้ว่าในกระเป๋ามียาเสพติด) จะถือว่าผู้กระทำมีเจตนาไม่ได้
                   แต่หากความไม่รู้นั้นเกิดจากความประมาท จำเลยจะรับผิดฐานประมาทได้ก็ต่อเมื่อ "มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ต้องรับผิดแม้กระทำโดยประมาท"

                    แต่เนื่องจากความผิดฐาน “ค้ายาเสพติด” หรือ “ นำเข้า” ยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดส่วนใหญ่เป็นความผิดที่ต้องการ "เจตนา" ดังนั้นหากจำเลยพิสูจน์ได้ว่า “ไม่รู้” จริงๆ แม้จะประมาทที่ไม่เช็คของให้ดี ก็ “อาจจะ” หลุดพ้นจากข้อหาเจตนานำเข้ายาเสพติดก็อาจเป็นได้

                     3. หน้าที่การนำสืบและบรรทัดฐานศาล
                     ออสเตรเลีย: ศาลจะใช้วิธี "พิสูจน์พฤติการณ์แวดล้อม" เพื่อหักล้างคำอ้างว่าไม่รู้ เช่น ความสัมพันธ์กับคนฝาก น้ำหนักกระเป๋าที่ผิดปกติ หรือค่าจ้างที่สูงเกินจริง หากเข้าข่ายน่าสงสัยแต่จำเลยไม่ตรวจสอบ ศาลจะถือว่ามีความผิดฐาน Reckless ทันที
                     ประเทศไทย: ศาลไทยมักพิจารณาจากพฤติการณ์ประกอบ เช่น ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หรือให้การปฏิเสธทันที ฯลฯ
                     หากอัยการไม่สามารถพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลย "รู้หรือควรรู้" (ซึ่งในระบบไทยคำว่า "ควรรู้" มักต้องใกล้เคียงกับเจตนาเล็งเห็นผล) ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2543

                     สรุปความแตกต่าง: Recklessness ของออสเตรเลียเน้นที่ "การตระหนักถึงความเสี่ยงแล้วยังทำ" และถูกใช้ลงโทษหนักเท่าเจตนาในคดียาเสพติด ส่วนความประมาทของไทยเน้นที่ "ความบกพร่องในการระมัดระวัง" ซึ่งหากจำเลยในไทยขาดเจตนา (ไม่รู้ข้อเท็จจริง) แม้จะประมาทก็อาจจะรอดจากข้อหาหนักในคดียาเสพติดได้

                 วิเคราะห์ทางรอดของแอร์สาว : "หนูจะรอดไหม?"
หากวิเคราะห์ตามพยานหลักฐานในอดีต ทางรอดของจำเลยในศาลออสเตรเลียมีเพียงน้อยนิด (Acquittal) ซึ่งต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์อย่างสิ้นสงสัย (Honest and Reasonable Mistake) เช่น: ถูกสวมรอยหรือปลอมเอกสาร หรือ มีหลักฐานว่าบริษัทขนส่งถูกแอบอ้างชื่อโดยที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย , การถูกบังคับ (Duress): ต้องพิสูจน์ว่าถูกข่มขู่คุกคามต่อชีวิตอย่างร้ายแรงจนไม่มีทางเลือกอื่น เป็นต้น
                   ในคดีของแอร์สาว หากอัยการออสเตรเลียสามารถพิสูจน์ได้ว่า “ เธอรับจ้างขนของโดยได้ค่าตอบแทนที่สูงเกินปกติ หรือมีประวัติการติดต่อกับขบวนการค้ายา คำว่า "ไม่รู้" ของเธอจะถูกหักล้างด้วยหลัก "แกล้งไม่รู้" ทันที และโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์
                  บทสรุปและข้อเสนอแนะ : “ สัมภาระของคุณ คือ ชีวิตของคุณ”
                  จากที่กล่าวมาทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่าระบบกฎหมายทั้งออสเตรเลียและไทยให้ความสำคัญกับ "เจตนา" แต่ในคดียาเสพติดข้ามแดน "ความเพิกเฉย" มีค่าเท่ากับ "เจตนา" 
                "ความไม่รู้" ไม่ใช่ “เกราะกำบัง” เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อคุณก้าวข้ามพรมแดนไปสู่ประเทศที่มีมาตรการเข้มงวดอย่างออสเตรเลีย การรักษาสติและไม่ประมาทคือทางรอดเดียวที่แท้จริง

  วรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
                   - อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1.
    - ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
                    - กรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
                    4 กรกฎาคม 2569

แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Daily Times Online มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง

Daily Times Online มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง

Daily Times Online กมธ.การกฎหมายฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่นครสวรรค์ ติดตามโครงการ "ชุมชนยั่งยืน" รับฟังแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชน

Daily Times Online กมธ.การกฎหมายฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่นครสวรรค์ ติดตามโครงการ "ชุมชนยั่งยืน" รับฟังแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชน

กมธ.การกฎหมายฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่นครสวรรค์ ติดตามโครงการ "ชุมชนยั่งยืน" รับฟังแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดใ...

ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ดูงานวัดจากแดง ต้นแบบจัดการขยะยั่งยืน

ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ดูงานวัดจากแดง ต้นแบบจัดการขยะยั่งยืน

เปิดเวที "เสียงจากชุมชน สู่การจัดการขยะที่ตอบโจทย์พื้นที่" ดึงภาคประชาชนร่วมวิเคราะห์ปัญหา นำข้อเสนอ...