ยุติธรรมหมดสิ้น…แต่ไม่หมดหวัง
สภาพสังคมไทยในวันนี้ ชวนให้ภาพของประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ต่างจาก “ตัวหนอนในตุ่ม” ดิ้นรนอยู่ในโคลนตมของระบบที่เน่าเฟะ
แต่ไร้มือใดเอื้อมมาฉุดดึงขึ้นสู่แสงสว่าง ความอึดอัดคับข้องนี้ไม่ใช่เพราะคนจนปัญญา หากเพราะความยุติธรรม ซึ่งควรเป็นเสาหลักของสังคม กำลังสั่นคลอนอย่างน่าใจหาย
เมื่อมองไปรอบด้าน เราพบความเสื่อมศรัทธาแทรกซึมอยู่แทบทุกองค์กร ไม่ว่าจะฝ่ายการเมือง นักการเมือง ที่ควรเป็นตัวแทนประชาชนกลับหวาดกลัวต่อความจริงบางอย่าง
และเมื่อมีโอกาสก็มักฉวยผลประโยชน์จากต้นทุนของประชาชนเอง การฉ้อโกงและทุจริตจึงกลายเป็น “ความปกติใหม่” ที่สังคมจำต้องทนรับ
องค์กรบังคับใช้กฎหมายซึ่งเคยเป็นที่พึ่ง ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนแทบไม่เหลือพื้นที่แห่งความสง่างาม เสียงต่อว่ากันเองจากภายในสะท้อนชัดว่า “ปัจเจก” บางรายสามารถทำให้องค์กรทั้งองค์กรมัวหมองได้เพียงใด
องค์กรตุลาการเองก็ไม่ต่างกัน ข่าวการให้ออกหรือไล่ออกผู้มีตำแหน่งหน้าที่สูง สะท้อนว่าแม้ในรั้วที่ควรบริสุทธิ์ ก็ยังมีรอยด่างพร้อย
ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรอิสระที่ควรเป็นหลักประกันสุดท้ายของความเป็นธรรม ก็ถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ เมื่อเกิดมลทินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพการจับได้ไล่ทัน แต่ยังดิ้นปฏิเสธ ผมถูกใส่ร้าย ผมถูกใส่ร้าย อาจดูเป็นเรื่องจิ๋วในตนเอง แต่ในเชิงศรัทธา มันคือรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ทำให้ประชาชนถามตนเองว่า “แล้วเราจะหวังพึ่งใครได้อีก”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน หากแต่คือ ใครจะเป็นหลักให้สังคมนี้ได้ยืนอยู่บนกฎหมายโดยไม่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ถูกเหยียบย่ำ ไม่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม
ในวันที่เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงซับซ้อนขึ้นตามระดับการศึกษา เทคนิคการโกงก็ยิ่งแนบเนียนขึ้น ความรู้ที่ควรรับใช้สาธารณะกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือเอาเปรียบ
กระนั้น แม้ภาพรวมจะหม่นมัวเพียงใด คอลัมน์นี้ยังไม่อยากปิดท้ายด้วยความสิ้นหวัง เพราะประวัติศาสตร์สังคมไทยสอนเราว่า การเปลี่ยนแปลงมักเริ่มจากเสียงเล็ก ๆ ของคนธรรมดา หากสังคมยังกล้าตั้งคำถาม กล้าตรวจสอบ และกล้ายืนหยัดต่อความไม่ถูกต้อง ความยุติธรรมอาจไม่ได้หายไป เพียงกำลังรอมือของประชาชนช่วยกันพยุงให้กลับมาตั้งตรงอีกครั้ง
ในวันเด็กปีนี้ ภาพที่สะเทือนใจที่สุดไม่ใช่เวทีรื่นเริงหรือคำขวัญสวยหรู หากคือป้ายกระดาษของเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ทั้งสังคม
“สอนพวกหนูแทบตาย โตไปไม่โกง… แต่ทำไมพวกแก่จะลงโลง ยังโกงอยู่เลย”
ประโยคสั้น ๆ นี้หนักหน่วงยิ่งกว่าคำปราศรัยใด ๆ มันไม่ใช่การดื้อรั้นของเด็ก หากคือกระจกสะท้อนศีลธรรมของผู้ใหญ่ที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ
แล้วในวันนี้ คำถามจึงย้อนกลับมาแทงใจดำว่า คนแก่ ๆ ที่สังคมยกให้เป็นครู เป็นผู้นำ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จะไปสอนใครได้อีก ในเมื่อพฤติกรรมของตนเองคือบทเรียนตรงข้ามกับคำสอนทั้งหมด
เมื่อแบบอย่างล้มเหลว คำสอนก็ไร้ความหมาย
และเมื่อผู้ใหญ่กลายเป็นปัญหาเสียเอง เด็กจึงไม่ต้องการคำขวัญ
แต่ต้องการ ความยุติธรรมที่มีอยู่จริง ในสังคมนี้
# Daily Time Online





