ป.ป.ช. ตรวจสอบคนอื่น “ทุจริต” ตัวเองใสสะอาด แล้วหรือยัง
เริ่มต้นปี เพียงไม่กี่วัน แต่เงามืดของคำถามเก่า ๆ กลับหวนคืนสู่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.
เมื่อเจ้าหน้าที่ภายใน ป.ป.ช. เอง ต้องออกแถลงการณ์กรณี “กรรมการบางคน” ถูกกล่าวหาเอี่ยวคดีสินบนถึง สองครั้ง
เนื้อหาของแถลงการณ์สะท้อนความอัดอั้นที่สั่งสมมานาน พร้อมย้ำชัดว่าไม่ต้องการเห็นองค์กร
“เดินซ้ำรอยบาดแผลในอดีต”
บาดแผลจากคดีที่ถูกตั้งคำถามเรื่อง
การก้าวก่าย แทรกแซง และการใช้ดุลพินิจ
จนทำให้องค์กรเสื่อมศรัทธา
แผลเป็นที่ยังฝังลึกบนใบหน้าของ ป.ป.ช.
อย่างกรณี “นาฬิกาหรู”
ข้อเรียกร้องในแถลงการณ์นั้นตรงไปตรงมา
ให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ตกอยู่ภายใต้ข้อกล่าวหา ลาออกจากตำแหน่งโดยสมัครใจ
เพื่อปกป้ององค์กร
รักษาศรัทธาของประชาชน
และยืนยันว่า ป.ป.ช. ยึดมั่นในความถูกต้อง
เคารพศักดิ์ศรีของกระบวนการยุติธรรม
แต่จนถึงวันนี้…
ดูเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นี่คือการแสดงจุดยืน “ครั้งที่สอง และครั้งสำคัญ”
ภายในสำนักงาน ป.ป.ช.
ที่ลูกจ้างและข้าราชการ ต้องออกมาเรียกร้องให้
กรรมการลาออกเอง
หลังถูกกล่าวหารับ “สินบน”
บอกตรงๆ สงสารเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก
มันสะท้อนถึงการสั่นคลอน
และความเสื่อมศรัทธาในองค์กร
ที่มีหน้าที่ตัดสินว่า
“ใครโกง ใครไม่โกง”
ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ
อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสอย่างตรงไปตรงมาว่า
“กรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่าประพฤติทุจริต
ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง
มีโทษความผิดเทียบเท่าประหารชีวิต”
คำพูดนี้ชัดเจนยิ่งนัก
ในเมื่อ ป.ป.ช. เป็นองค์กรที่ชี้ขาดว่าผู้อื่นทุจริตหรือไม่
ก่อนตรวจสอบใคร ตัวเองต้องใสสะอาดเสียก่อน
แม้ศาลยังไม่ตัดสิน
แต่หากข้อกล่าวหานั้นทำให้ประชาชน
“เคลือบแคลงใจ” และเสียความรู้สึก
ผู้ถูกกล่าวหาก็ควรแสดงความรับผิดชอบ
ด้วยการ ลาออกชั่วคราว
เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส
และไม่ทำลายศรัทธาที่พอเหลืออยู่ของสังคม
การแสดงสปิริตและความบริสุทธิ์ใจ
ไม่เพียงไม่ทำลายภาพลักษณ์องค์กร
แต่ยังเป็นการรักษาน้ำใจคนในองค์กร
ที่ต้องออกมาเขียนแถลงการณ์
ขอให้ลาออกอย่างสงบ โดยไม่ใช้ความรุนแรง
แต่อนาคต…ไม่มีใครรับประกัน
อาจถึงขั้นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
หรือการประท้วง ก็เป็นได้
เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำความย้อนแย้งของสังคม
เมื่อสาธารณชนกลับชื่นชม
“ความซื่อสัตย์ของคนตัวเล็ก ๆ”
เช่น กรณี คนขับรถ ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี
ที่เก็บเงินสดพร้อมทองคำมูลค่าหลายล้านบาท
ในห้องนอนโรงแรม และคืนให้เจ้าของครบถ้วน
แม้ของจะถูกทิ้งไว้นานเกือบหนึ่งเดือน
เหตุการณ์เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
กลายเป็นภาพสะท้อนศีลธรรม
ที่ผู้มีอำนาจบางคน ยังทำไม่ได้
เมื่อคนขับรถยัง “ใจสู้” ได้ขนาดนี้
แล้วคนที่นั่งอยู่บนยอดพีระมิดอำนาจ
ขององค์กรปราบโกง
จะกล้าสู้กับศีลธรรมของตัวเองหรือไม่?
ลองใจนักเลงหน่อยเด้ ไม่มีใครบ่นตำหนิ
ป.ป.ช.ลงทุนสร้างเครือข่าย STRONG
อบรม ปลูกฝัง และใช้งบประมาณไปเท่าใด
เพื่อให้ประชาชนช่วยสอดส่องการทุจริต
คำตอบสุดท้าย…
อาจไม่ต้องถามใคร
ถามใจตนเอง ว่าคิดอย่างไร