แก๊งหลอกลวงในคราบนักการเมือง คดีเลขาฯ นายก อบจ.ปากน้ำ สะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคม
ข่าวดังเมืองปากน้ำเมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กว่า 40 นาย เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุดในจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 3 ก่อนจับกุม นายสิทธิชัย เชื้อไทย เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ และศาลจังหวัดระยอง
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้จำนวนมาก ทั้งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์พกพา สมุดบัญชีธนาคารกว่า 40 เล่ม รวมทั้งรถยนต์หรูหลายคัน และเอกสารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ
ข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งไว้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับ การสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชนในรูปแบบหลอกลงทุน และการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับคดีหลอกลงทุน เทรดหุ้น หรือคริปโต ที่กำลังระบาดอย่างหนักในสังคมไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้ผู้ต้องหาจะให้การว่าเป็นเพียงผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายเหรียญดิจิทัล และไม่รู้ว่าผู้ที่โอนเงินเข้ามาเป็นใคร เป็นเพียงการ “ซื้อมาขายไป” เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า จากแนวทางการสืบสวนพบว่า มีหลายคดีในระบบแจ้งความออนไลน์เกี่ยวข้องกับบัญชีของผู้ต้องหา ทั้งในนามบุคคลและบริษัท
ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ผู้ต้องหาผิดหรือไม่ผิด เพราะเรื่องนี้ต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม
ทำไมเครือข่ายหลอกลวงทางการเงินจำนวนมาก จึงมักปรากฏตัวอยู่ในคราบของผู้มีหน้ามีตาในสังคม
ที่สำคัญครั้งนี้คือเป็นบุตรชายอดีต รองนายก อบจ.สมุทรปราการ ด้วยดิ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นรูปแบบการหลอกลงทุนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มลงทุนปลอม การเทรดหุ้น เทรดคริปโต หรือแชร์ลูกโซ่ ที่มักอาศัย “ความน่าเชื่อถือของบุคคล” เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดเหยื่อ
บางครั้งใช้ภาพลักษณ์นักธุรกิจ
บางครั้งใช้ภาพลักษณ์ผู้มีตำแหน่ง
หรือแม้กระทั่ง บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
เมื่อความน่าเชื่อถือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดเฉพาะกับเหยื่อที่สูญเสียเงินเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบการเมืองและการบริหารท้องถิ่นไปพร้อมกัน
คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจธรรมดา
แต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า
อาชญากรรมไซเบอร์กำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกโครงสร้างของสังคม
ที่สำคัญยิ่งมีผู้ที่เกี่ยวข้องมีตำแหน่งทางสังคมสูงเพียงใด
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น





