น้ำลดตอผุด!
ส.ป.ก.ยืนยันอยู่ในเขตปฏิรูปฯ แล้วใครถือสิทธิ ใช้ประโยชน์อย่างไร ต้องตอบให้ชัด เมื่อข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏ
น้ำลดตอผุด!

ส.ป.ก.ยืนยันอยู่ในเขตปฏิรูปฯ แล้วใครถือสิทธิ ใช้ประโยชน์อย่างไร ต้องตอบให้ชัด เมื่อข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏ
หน้าที่ของรัฐ คือเปิดเอกสาร ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมคาดเดา
เดลี่ไทม์ รับข้อมูลมานาน แต่เพราะการโกงข้อสอบ อปท.มาเบียดบัง ไม่ได้จังหวะ จน ชมรมสตรองออกมาตีแผ่
กรณีที่ดินกว่า 7 ไร่ บริเวณบ้านฐานเจ้าป่า ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์
วันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าหรือข้อกล่าวหาในโลกออนไลน์อีกต่อไป
ส.ป.ก.บุรีรัมย์ ออกโรง ชี้แจงแล้วว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจริง
คำยืนยันนี้ทำให้คำถามของสังคมมีน้ำหนักขึ้นทันที
ไม่ใช่เพื่อกล่าวหาผู้ใดล่วงหน้า แต่เพื่อให้หน่วยงานรัฐทำหน้าที่ตอบข้อเท็จจริงให้ครบทุกด้าน
โดยเฉพาะเมื่อมีการพาดพิงถึงบุคคลระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการและบุคคลในครอบครัว
ประเด็นจึงไม่ใช่แค่ว่า
ที่ดินอยู่ตรงไหน
แต่คือ
ใคร เป็นผู้ได้รับสิทธิ อย่างถูกต้องตามทะเบียน ส.ป.ก.
ได้สิทธิมาตั้งแต่เมื่อใด
มีการโอน เปลี่ยนมือ หรือเปลี่ยนชื่อผ่านขั้นตอนใด
การใช้ประโยชน์บนที่ดินสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
ที่ดิน ส.ป.ก. ไม่ใช่ที่ดินทั่วไปที่ใครมีเงินหรือมีอำนาจก็จะเข้าถือครองได้ตามใจ เพราะรัฐจัดไว้เพื่อให้เกษตรกรมีที่ทำกิน มีอาชีพ และมีความมั่นคงในชีวิต
ดังนั้น หากพบการใช้พื้นที่เป็นบ้านพัก แคมป์ หรือสถานที่รับรองในลักษณะที่ไม่ใช่เกษตรกรรม
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจให้ชัดว่าเข้าข่ายผิดเงื่อนไขหรือไม่
ไม่ปล่อยให้คำว่า “ทำเกษตร” กลายเป็นเพียงฉากหนังผี
ขณะที่สาระสำคัญของการใช้ที่ดิน ยังเดินสวนไปคนละทางกับกฎหมาย
เมื่อ ส.ป.ก.ระบุว่าผู้มีชื่อในเอกสารเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ก็ยิ่งจำเป็นต้องเปิดเส้นทางของสิทธิให้ประชาชนเห็นอย่างตรงไปตรงมา
ผู้มีชื่อในเอกสาร ส.ป.ก. คือใคร
ได้รับสิทธิตั้งแต่วันใด
ปัจจุบันใครครอบครองหรือใช้ประโยชน์จริง
มีการโอนสิทธิ เปลี่ยนชื่อ หรือให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์หรือไม่
การใช้พื้นที่วันนี้เป็นไปตามเงื่อนไข ส.ป.ก. ครบถ้วนหรือไม่
คำถามเหล่านี้ตรวจสอบได้จากทะเบียนสิทธิ เอกสารการจัดสรร แผนที่แปลงที่ดิน ภาพถ่ายดาวเทียม และการลงพื้นที่จริง
ไม่จำเป็นต้องตอบด้วยอารมณ์ ไม่ต้องใช้การเมืองนำ แต่ต้องใช้หลักฐานนำ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ซึ่งมีการอ้างถึงการโอนที่ดินพร้อมบ้านพักให้บุตรสาวโดยเสน่หาในปี 2568
เป็นอีกจุดที่ควรตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อจำกัดของที่ดินในเขต ส.ป.ก.
เพราะที่ดินรัฐมีเงื่อนไขเฉพาะ
ไม่ใช่ทรัพย์สินที่โอนเปลี่ยนมือ ได้อย่างเสรีเหมือนที่ดินเอกชนทั่วไป
ผมยังไม่ชี้ว่าผู้ใดผิด เพราะหน้าที่ในการวินิจฉัยเป็นของหน่วยงานตามกฎหมาย
เมื่อข้อเท็จจริง เริ่มชัดว่าเป็นพื้นที่ในเขต ส.ป.ก. หน่วยงานก็ไม่ควรหยุดเพียงเท่านั้น
ต้องตรวจต่อให้ถึงที่สุด ว่าใครเป็นผู้มีสิทธิ ใครใช้ประโยชน์จริง และใช้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
หากทุกอย่างถูกต้อง ก็ต้องเผยผลตรวจให้ชัด
เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกพาดพิง
แต่หากพบความไม่ชอบมาพากล ก็ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกหน้า ไม่เกรงใจตำแหน่ง และไม่ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่แทนกฎหมาย
เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ที่ดิน 7 ไร่ แต่คือมาตรฐานการคุ้มครองที่ดินของรัฐ
หากเรื่องที่ตรวจสอบได้ยังถูกปล่อยให้เงียบ
ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการไทย อาจไม่ได้แค่เสื่อมลง
อาจกลายเป็นความขยะแขยงต่อทั้งระบบในที่สุด