แพทย์เตือน ผู้ป่วยไทรอยด์อย่ามองข้ามอาการทางตา เพราะอาจเสี่ยงสูญเสียการมองเห็น TED ไม่ใช่แค่ตาโปน แพทย์ชี้โรคอาจกระทบการมองเห็นและคุณภาพชีวิต หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา
หลายคนเข้าใจว่าโรคไทรอยด์เป็นพิษส่งผลเพียงต่อระบบเผาผลาญ
หัวใจ หรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก
แต่ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดโรคอาการทางตาจากโรคไทรอยด์ (Thyroid Eye
Disease: TED) ซึ่งมีอาการตั้งแต่ตาแห้ง ระคายเคือง
เปลือกตารั้ง ตาโปน และมองเห็นภาพซ้อน
ไปจนถึงภาวะสูญเสียการมองเห็นในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โรคยังอาจกระทบการทำงาน
การใช้ชีวิตประจำวัน และความมั่นใจ หากไม่ได้รับการวินิจฉัย การส่งต่อ
และการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

แม้ความผิดปกติของดวงตาอาจเชื่อมโยงกับโรคไทรอยด์
แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว
ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนได้รับการวินิจฉัยและส่งต่อเพื่อรับการรักษาล่าช้า
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาและต่อมไร้ท่อจึงร่วมกัน
ย้ำว่า การรู้จักอาการและเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
เป็นกุญแจสำคัญในการลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและผลกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิต
มอง TED ให้ไกลกว่าคำว่า “ตาโปน”
ศ.นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า TED เป็นโรคที่ควรสร้างความตระหนักรู้ทั้งในประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ เพราะอาการอาจส่งผลต่อการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวัน

“หลายคนเข้าใจว่า
TED เป็นเพียงภาวะตาโปน
แต่ความจริงแล้วโรคนี้อาจส่งผลต่อการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวัน
หากประชาชนสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ก็จะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
และเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ”
จากโรคเกรฟส์สู่ความเสี่ยงทางตา: ติดตามและส่งต่อให้ทัน
รศ.นพ.ธาดา คุณาวิศรุต อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลศิริราช อธิบายว่า โรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน และอาจนำไปสู่ TED ได้ แม้ไม่ใช่ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทุกคนจะเป็น TED แต่ผู้ป่วยควรรักษาโรคไทรอยด์อย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามอาการทางตาอย่างใกล้ชิด
“สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องรู้จักอาการของโรค หากเริ่มมีความผิดปกติทางตาและได้รับการส่งต่อไปยังจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ” รศ.นพ.ธาดา กล่าว

เสียงจากผู้ป่วย:
โรคที่กระทบชีวิตมากกว่าที่มองเห็น
ภายในงานมีการนำเสนอกรณีศึกษาจากผู้ป่วยจริงที่อยู่ในการดูแลรักษา เพื่อสะท้อนผลกระทบของ TED ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และทำให้เห็นว่าเส้นทางของผู้ป่วยไม่ได้จบเพียงการวินิจฉัย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการส่งต่อ การเลือกแนวทางรักษา
ที่เหมาะสม และการกลับไปใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจอีกครั้ง
กรณีศึกษาดังกล่าวตอกย้ำว่า การตระหนักรู้และการเข้าถึงการดูแล
ในเวลาที่เหมาะสมมีความหมายต่อผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม
คุณภาพชีวิตคือส่วนหนึ่งของเป้าหมายการดูแล

ผศ.พญ.พิมพ์ขวัญ
จารุอำพรพรรณ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง
โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า จากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย TED ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับอาการแสบตา
ตาแห้ง มองเห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นไม่ชัด
ซึ่งอาจกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต
“ผู้ป่วยหลายคนไม่ได้กังวลเพียงเรื่องดวงตา
แต่กังวลว่าจะทำงาน ใช้ชีวิต หรือพบปะผู้คนได้เหมือนเดิมหรือไม่
การวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
จึงไม่ได้มุ่งดูแลเพียงการมองเห็น แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิต
ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น” ผศ.พญ.พิมพ์ขวัญ กล่าว
การรักษาก้าวหน้าขึ้น แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

ผศ.
พ.อ.หญิง รวีวรรณ ชุนถนอม
ประธานชมรมศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
ปัจจุบันการดูแลรักษาผู้ป่วย TED มีความก้าวหน้ามากขึ้น
นอกเหนือจากการผ่าตัด ยังมีทางเลือกอื่น ๆ รวมถึง “ยามุ่งเป้า” (Targeted
Therapy) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาตามแนวเวชปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม

“TED ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์ แต่เป็นโรคที่อาจกระทบการมองเห็นและคุณภาพชีวิต การรักษาในปัจจุบันมีหลายทางเลือก แพทย์จึงต้องประเมินความรุนแรง ระยะของโรค และความเหมาะสมของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล เพื่อช่วยควบคุมโรค
ลดผลกระทบต่อการมองเห็น
และสนับสนุนให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น” ผศ. พ.อ.หญิง
รวีวรรณ กล่าว
ข้อควรสังเกตสำหรับผู้ป่วยโรคไทรอยด์
หากพบอาการตาโปน เปลือกตารั้ง ตาแดง แสบตา ตาแห้ง ปวดรอบดวงตา เห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นไม่ชัด ควรปรึกษาแพทย์หรือจักษุแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอให้อาการรุนแรง เพราะการวินิจฉัยและการส่งต่อที่รวดเร็วจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม และลดผลกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิต
