อาชญากรรม

Daily Times Online บทความทางกฎหมาย เรื่อง “ พยานกลับคำให้การ สำคัญไฉน” โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ *

บทความทางกฎหมาย เรื่อง “ พยานกลับคำให้การ สำคัญไฉน” โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ *

บรรณาธิการ 17 กันยายน 2569 19 ครั้ง
Daily Times Online บทความทางกฎหมาย เรื่อง “ พยานกลับคำให้การ สำคัญไฉน” โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ *

บทความทางกฎหมาย เรื่อง “ พยานกลับคำให้การ สำคัญไฉน”

โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ *

                  ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปัญหาเรื่อง " พยานกลับคำให้การ " ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นประเด็นที่สร้างความถกเถียงและข้อสงสัยแก่สังคมอยู่เสมอในเรื่อง “ การรับฟังพยานหลักฐาน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกรณีหน่วยงานองค์กรอิสระแห่งหนึ่งได้ออกมายืนยันและตั้งข้อสังเกตต่อสาธารณชนว่า การที่พยานบุคคลได้เคยให้ไว้ในชั้นสอบสวน แต่ต่อมากลับคำให้การของตนเองเสียใหม่ โดยอ้างว่าการให้การในครั้งแรกนั้น พยานถูกข่มขู่จึงให้การไปอย่างนั้น ย่อมทำให้พยาน ผู้นั้นกลายเป็น **"พยานที่ไม่น่าเชื่อถือ"** และไม่ควรรับฟังคำให้การของพยานปากนั้นอีกต่อไป

                ข้อโต้แย้งดังกล่าวนำมาสู่คำถามสำคัญในทางนิติศาสตร์ว่า ตามหลักกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญาของไทย การที่พยานกลับคำให้การมีความสำคัญและส่งผลต่อคดีอย่างไร , ศาลมีหลักเกณฑ์ในการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานประเภทนี้อย่างไร และพนักงานอัยการรวมถึงองค์กรตุลาการมีกลไกทางกฎหมายในการรับมือและดำเนินการกับพยานที่กลับคำให้การอย่างไรเพื่อรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมของแผ่นดินอย่างไร 


                 1. หลักการและหลักกฎหมายในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล

                     ในระบบการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทยซึ่งใช้ “ระบบกล่าวหา”(Adversarial System) ศาลจะวางตัวเป็นกลางและทำหน้าที่พิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่คู่ความนำเข้าสืบ โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ได้วางหลักเกณฑ์พื้นฐานในการรับฟังพยานหลักฐานไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้:


1.1 หลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐาน (Admissibility o f Evidence): ป.วิ.อ. มาตรา 226 วางหลักว่า “ พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบ

 และ มาตรา 226/3 กำหนด ห้ามมิให้ศาลรับฟัง “พยานบอกเล่า” (Hearsay Evidence) เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามสภาพ ข้อเท็จจริงแวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือมีเหตุจำเป็นไม่อาจนำบุคคลที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความมาเบิกความต่อศาลด้วยตนเองได้


                      1.2 หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (Evaluation of Evidence):  

                         ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง โดยอย่าพิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

                        และ มาตรา 227 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักการสำคัญยิ่งคือ " เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย" (In dubio pro reo)


                        1.3 หลักความระมัดระวังในการรับฟังพยานบางประเภท: 

                        ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 บัญญัติว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนัก “ พยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามคัดค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน


                     2. การดำเนินการของพนักงานอัยการตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดฯ เมื่อพยานเบิกความต่อศาล แตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวน

                    ในการพิจารณาคดีอาญาในชั้นศาล ปัญหาที่พนักงานอัยการมักประสบคือ พยานบุคคลที่เคยให้การในชั้นสอบสวนไว้อย่างชัดเจนและเป็นประโยชน์แก่คดีในชั้นสอบสวน แต่เมื่อมาเบิกความต่อหน้าศาลกลับเบิกความปฏิเสธว่า “จำไม่ได้” หรือ ไม่เห็นเหตุการณ์ หรือไม่ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตนเคยให้การในชั้นสอบสวนว่าถูกต้อง หรือ เบิกความกลับคำให้การให้เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลย ซึ่งเข้าลักษณะ “พยานกลับคำให้การ” 


                    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สำนักงานอัยการสูงสุดได้ออก ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 122 เรื่อง "พยานกลับคำ"** ได้กำหนดขั้นตอนปฏิบัติให้พนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้:


                 “ ในกรณีที่ พยานเบิกความกลับคำ หรือแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญซึ่งอาจทำให้เสียรูปคดี และพนักงานอัยการเห็นว่า คำเบิกความของพยานเป็นปรปักษ์ต่อคดี ให้พนักงานอัยการขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้นเสมือนหนึ่งพยานนั้นเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา และให้พยานรับรองคำให้การชั้นสอบสวนส่งเป็นพยานต่อศาล โดยถามพยานให้ได้ความว่า “ ข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง แล้วทำบันทึกรายงานหัวหน้าพนักงานอัยการโดยเร็วว่า สมควรจะดำเนินคดีกับพยานผู้นั้นหรือไม่ เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการเห็นสมควรดำเนินคดีกับพยาน ให้มีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับพยานต่อไปโดยเร็ว พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่า พยานให้การในชั้นสอบสวนและชั้นศาลแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญอย่างไร

                   จะเห็นได้ว่า พนักงานอัยการ มีการดำเนินการกับ พยานกลับคำให้การแล้วเพื่อป้องกันมิให้พยานกลับคำให้การ


                     3. ความแตกต่างระหว่าง "เบิกความเท็จ" กับ "ให้การเท็จ" และอัตราโทษตามกฎหมาย

                        3.1 ความผิดฐาน "เบิกความเท็จ" (ป.อ. มาตรา 177) เกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้เบิกความอันเป็นเท็จต่อหน้า "ศาล" ในระหว่างการพิจารณาคดี โดยความเท็จนั้นต้องเป็น "ข้อสำคัญในคดี" (Material Fact) และหากเป็นการเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักขึ้น คือ จำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท (มาตรา 177 วรรคสอง)


                  หากผู้เบิกความเท็จได้ “ลุแก่โทษ” และ “กลับแจ้งความจริงต่อศาลก่อนจบคำเบิกความ” ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ตามมาตรา 182 หรือหากแจ้งความจริงก่อนมีคำพิพากษาและก่อนถูกฟ้อง ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ตามมาตรา 183


                     ความผิดฐาน "ให้การเท็จ / แจ้งความเท็จ" (ป.อ. มาตรา 137, 172, 174) มิใช่ การเบิกความต่อศาล หากแต่เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน ต่อพนักงานอัยการ หรือต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ในชั้นสอบสวน หากเป็นการแจ้งความเท็จทั่วไปตามมาตรา 137 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท แต่หากเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา ตามมาตรา 172 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท และหากเป็นการแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตามมาตรา 174 วรรคสอง 


                     4. การเลือกดำเนินคดีแก่พยานเมื่อเบิกความแตกต่างจากชั้นสอบสวน และแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

                       เมื่อพยานเบิกความในชั้นศาลขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวน ย่อมแสดงว่า จะต้องมีคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน หรือคำเบิกความของพยานในชั้นศาล ในชั้นใดชั้นหนึ่งไม่ถูกต้อง ดังนั้น พนักงานอัยการจะ”เลือกดำเนินคดี” แก่พยานในข้อหาใด มีหลักเกณฑ์พิจารณาดังนี้:

                     4.1. กรณีดำเนินคดีข้อหา "เบิกความเท็จ" (ป.อ. มาตรา 177): พนักงานอัยการต้องมีพยานหลักฐานอื่นยันจนฟังได้แน่ชัดว่า “คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นความจริง และ คำเบิกความในชั้นศาลเป็นความเท็จในข้อสำคัญ


                      4.2. กรณีดำเนินคดีข้อหา "ให้การเท็จ / แจ้งความเท็จ" (ป.อ. มาตรา 172): หากพยานหลักฐานฟังได้ว่า “คำเบิกความในชั้นศาลเป็นความจริง” แต่“ คำให้การในชั้นสอบสวนที่เคยให้ไว้กับพนักงานสอบสวนนั้นเป็นความเท็จ (เช่น ถูกขู่เข็ญหรือปั้นเรื่องในชั้นสอบสวน) พนักงานอัยการต้องดำเนินคดีพยานในข้อหา “แจ้งความเท็จ”


                  แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญเกี่ยวกับพยานกลับคำ :

                 ในการดำเนินคดีกับพยานกลับคำ หากโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาพิสูจน์ยืนยันว่า คำเบิกความชั้นใดเป็นความจริง ศาลฎีกาได้วางแนวบรรทัดฐานไว้ดังนี้:


                     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1850/2531 (หลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัย): การที่พยานให้การในชั้นสอบสวนอย่างหนึ่ง แล้วมาเบิกความในชั้นศาลอีกอย่างหนึ่งนั้น ยังไม่อาจฟังเป็นข้อขัดแจ้งได้ทันทีว่า พยานเบิกความเท็จต่อศาล เพราะเป็นไปได้ว่าพยานอาจจะให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวน แล้วมาเบิกความตามความเป็นจริงต่อศาลก็เป็นได้ เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบให้ฟังได้แน่ชัดว่า คำเบิกความในชั้นศาลเป็นความเท็จ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227


                    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2266/2523 (หลักการฟ้องผิดฐานและการลงโทษเกินคำขอ): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐาน เบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 แต่ทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าจำเลยเบิกความเท็จต่อศาล แม้ฟังได้ว่าจำเลยเคยให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนตาม ป.อ. มาตรา 172 ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 172 ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างกันในข้อสาระสำคัญและเกินคำขอ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192


                  5. การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลระหว่าง “คำเบิกความในศาล” กับ” คำให้การชั้นสอบสวน”

               เมื่อพยานเบิกความขัดแย้งกับคำให้การเดิม ข้ออ้างขององค์กรอิสระที่ว่า "พยานกลับคำย่อมไม่น่าเชื่อถือ" อาจไม่ถูกต้องเสมอไปในทางตุลาการ เนื่องจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนมีสถานะทางกฎหมายเป็น "พยานบอกเล่า" (Hearsay Evidence) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 กำหนดให้ศาล “ ต้องชั่งน้ำหนักด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานบอกเล่าโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย


               “ แนวทางดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ำหนักพยานกลับคำ:


                (1.) ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อคำเบิกความในชั้นศาลเสมอไป: แม้คำเบิกความในชั้นศาลจะทำขึ้นต่อหน้าศาลก็ตาม แต่หากศาลพิเคราะห์เพศ อายุ ฐานะ พฤติการณ์แวดล้อม แล้วเห็นว่า พยานกลับคำเพราะถูกข่มขู่ ถูกซื้อตัว หรือเกรงกลัวอิทธิพล ศาลย่อมไม่เชื่อคำเบิกความในชั้นศาล


(2.) การรับฟังคำให้การชั้นสอบสวน ประกอบพยานอื่น: หากคำให้การชั้นสอบสวนกระทำขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ พยานให้การโดยอิสระไม่มีเวลาปั้นแต่งเรื่อง ประกอบกับมีพยานหลักฐานอื่น (พยานวัตถุ นิติวิทยาศาสตร์ CCTV) มาสนับสนุน ศาลก็มีอำนาจชั่งน้ำหนักรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนประกอบพยานอื่นเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 และมาตรา 227/1

                     (3.) หากมีความสงสัยต้องยกประโยชน์ให้จำเลย: แต่ถ้าคำให้การชั้นสอบสวนไม่มีพยานอื่นมาประกอบเลย และมีข้อสงสัยว่าชั้นสอบสวนทำขึ้นโดยไม่ชอบ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง


                    6. กรณีที่ศาลเห็นว่า “พยานเบิกความเท็จ” ศาลจะทำอย่างไรได้บ้าง และศาลลงโทษได้เองหรือไม่?

                     คำตอบคือ ศาลไม่สามารถลงโทษพยานในความผิดฐานเบิกความเท็จ (ป.อ. มาตรา 177) หรือให้การเท็จ (ป.อ. มาตรา 172) ได้ทันทีในคดีเดิม เนื่องจากประเทศไทยใช้ระบบกล่าวหา ศาลไม่มีอำนาจตั้งตนเป็นโจทก์ฟ้องร้องและลงโทษบุคคลในความผิดอาญาข้อหาใหม่ขึ้นมาเองโดยไม่มีการฟ้องร้อง (ป.วิ.อ. มาตรา 120 และมาตรา 192) เนื่องจาก ความผิดฐาน เบิกความเท็จเป็นความผิดอาญาข้อหาใหม่ที่ต้องผ่านกระบวนการตั้งข้อหา และสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน และมีคำสั่งฟ้องโดยพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายฟ้องเองเสียก่อน


                    ดังนั้น แม้พยานจะเบิกความเท็จ หรือ พยานจะกลับคำให้การ ศาลไม่มีอำนาจไปดำเนินดดีกับพยานที่เบิกความเท็จ หรือกลับคำให้การ ด้วยตนเอง ส่วนจะเป็นการ “ละเมิดอำนาจศาล” หรือไม่ ต้องอยู่ที่ข้อเท็จจริงและข้อกำหนดของศาล


                     7. ผลกระทบของการที่พยานให้การเท็จหรือเบิกความเท็จต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย


                (1.) บิดเบือนความจริงและสร้างความ “อยุติธรรม” : อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับโทษ หรือทำให้ผู้กระทำผิดจริงลอยนวล

                    (2.) ทำลายความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม: บั่นทอนความศรัทธาของประชาชนต่อศาลและกระบวนการยุติธรรม

                    (3.) สิ้นเปลืองทรัพยากรของรัฐ: เสียเวลาและงบประมาณในการสอบสวนพิจารณาคดีซ้ำซ้อนและดำเนินคดีพยานเท็จใหม่

                   (4. ) ส่งเสริมการใช้อิทธิพลมืดและการล้มคดี: การกลับคำมักเกิดจากการซื้อตัวหรือข่มขู่พยาน หากไม่ลงโทษเด็ดขาดจะกลายเป็นช่องทางล้มคดี


                  8. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

                      บทสรุป: ข้ออ้างที่ว่า "พยานกลับคำย่อมไม่น่าเชื่อถือ" ไม่อาจสรุปเป็นหลักตายตัวได้ แต่ต้องพิจารณา ประกอบพยานหลักฐานอื่น ตามหลักดุลพินิจและ ป.วิ.อ. มาตรา 227 และ 227/1 การรับมือพยานกลับคำจำเป็นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดฯ ข้อ 122 ต่อไป


                  ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง:

                   1. พัฒนาระบบคุ้มครองพยาน (Witness Protection) ให้เข้มแข็ง:เพื่อป้องกันการข่มขู่หรือซื้อตัวพยาน

                       2. บังคับใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียง (Audio/Video Recording) ในชั้นสอบสวน: เพื่อป้องกันการอ้างว่าถูกบังคับในชั้นสอบสวน

                      3. ดำเนินคดีกับพยานเบิกความเท็จอย่างเด็ดขาด: เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางสังคมและป้องปราม (Deterrence)

                       4. ยกระดับการพึ่งพาพยานนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: ลดการพึ่งพาพยานบุคคลเพียงอย่างเดียวเพื่อความเที่ยงตรงของคดี

  บทความทางกฎหมายนี้เป็นการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน และเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนสังกัดแต่อย่างใด  

* นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1

ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สคบ.

กรรมการว่าด้วยสัญญา สคบ.

 17 กันยายน 2569 

แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Daily Times Online “รมว.สุชาติ” ผนึกกำลัง ศุลกากร–DSI–คพ.– กรมโรงงานฯ ลุยตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์แหลมฉบัง ศุลกากรเผยผลงานด้านสิ่งแวดล้อมจับกุมกว่า 234 ล้านบาท

Daily Times Online “รมว.สุชาติ” ผนึกกำลัง ศุลกากร–DSI–คพ.– กรมโรงงานฯ ลุยตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์แหลมฉบัง ศุลกากรเผยผลงานด้านสิ่งแวดล้อมจับกุมกว่า 234 ล้านบาท

“รมว.สุชาติ” ผนึกกำลัง ศุลกากร–DSI–คพ.– กรมโรงงานฯ ลุยตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์แหลมฉบัง ศุลกากรเผยผล...

Daily Times Online  “สายสีแดง” จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง รองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569

Daily Times Online “สายสีแดง” จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง รองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569

“สายสีแดง” จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง รองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shoo...

บุกค้นบ้านหญิงคนสนิทอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ยึดทอง–เงินสดกว่า 9 ล้านบาท

บุกค้นบ้านหญิงคนสนิทอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ยึดทอง–เงินสดกว่า 9 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลางนำหมายค้นเข้าตรวจบ้านพักของ น.ส.ปุณยวีร์ หญิงคนสนิทของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระ...

Daily Times Online ติวเข้ม ลงฉีดวัคซีนไซเบอร์ป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้กับคณาจารย์และนิสิต ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Daily Times Online ติวเข้ม ลงฉีดวัคซีนไซเบอร์ป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้กับคณาจารย์และนิสิต ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ติวเข้ม ลงฉีดวัคซีนไซเบอร์ป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้กับคณาจารย์และนิสิต ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นป...