เศรษฐกิจ

Daily Times Online COP31 ภารกิจเปลี่ยนโลกเดือดสู่โลกยั่งยืน เวทีท้าทายของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในมุมมอง “มิสเตอร์เอทานอล”

Daily Times Online COP31 ภารกิจเปลี่ยนโลกเดือดสู่โลกยั่งยืน เวทีท้าทายของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในมุมมอง “มิสเตอร์เอทานอล”

บรรณาธิการ 3 พฤศจิกายน 2569 10 ครั้ง
Daily Times Online COP31 ภารกิจเปลี่ยนโลกเดือดสู่โลกยั่งยืน เวทีท้าทายของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในมุมมอง “มิสเตอร์เอทานอล”
COP31 ภารกิจเปลี่ยนโลกเดือดสู่โลกยั่งยืน เวทีท้าทายของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ในมุมมอง “มิสเตอร์เอทานอล”

บทความวิเคราะห์เจาะลึกมุมมองและแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของ“อลงกรณ์ พลบุตร” เจ้าของฉายา“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้มีบทบาทในแวดวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมกว่าสองทศวรรษ อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้อนรับการประชุม COP31 ที่ตุรกีเข้ากับบริบทความท้าทายและโอกาสของ "ประเทศไทย" ในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
โดยมีเนื้อหาบทความดังนี้

“COP31เปลี่ยนโลกเดือดสู่โลกยั่งยืน: เวทีท้าทายการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย“

โดย อลงกรณ์ พลบุตร
“มิสเตอร์เอทานอล”
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ(FKII)
ประธานมูลนิธิWorldview Climate 
ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานพลังงานแห่งประเทศไทย
การที่สาธารณรัฐตุรกี"ตุรเคีย" (Türkiye)รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ณ เมืองอันตัลยาระหว่างวันที่ 9 - 20 พฤศจิกายน 2026 นี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนภาพสะท้อนกระจกเงาให้ประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางอย่าง ประเทศไทย ได้มองเห็นภาพอนาคต เส้นทางความท้าทาย และโอกาสที่คล้ายคลึงกันในการเปลี่ยนผ่านจากยุคพลังงานฟอสซิลไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายหลักของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31)ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ในเดือนพฤศจิกายนนี้มีประเด็นขับเคลื่อนและเป้าหมายสำคัญระดับโลก ดังนี้
1.เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Clean Energy Transition): ผลักดันการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การยกระดับโครงสร้างระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Grid Optimization) และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นรูปธรรม  
2.การระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance): มุ่งเน้นการจัดหาและระดมเงินสนับสนุน (เช่น เป้าหมายระดมทุนสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2035) เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือและลดก๊าซเรือนกระจก  
3.วาระการลดก๊าซมีเทนและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Zero Waste & Methane Reduction): ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะ การจัดการสูญเสียอาหาร (Food Loss and Waste) และการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน  
4.การยกระดับเป้าหมาย NDC (Nationally Determined Contributions): ผลักดันให้ประเทศสมาชิกส่งแผนการลดก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส 

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ยื่นแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับที่ 3.0 (NDC 3.0) ต่อที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP30) โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้
1.ลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) เมื่อเทียบจากปีฐาน ค.ศ. 2019 (โดยจำกัดการปล่อยสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
2.บรรลุเป้าหมาย Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ซึ่งเป็นการปรับเป้าหมายให้เร็วขึ้นจากเดิมที่เคยตั้งไว้ในปี 2065
3.สัดส่วนการดำเนินงาน แบ่งเป็นการดำเนินงานด้วยความสามารถของประเทศเอง 70% และผ่านความช่วยเหลือและร่วมมือจากต่างประเทศ 30%

1. บทเรียนจากตุรกี: กับดักถ่านหินและการปล่อยก๊าซที่สวนทางเป้าหมาย
แม้ตุรกีจะประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2053 และมีความก้าวหน้าในการขยายสัดส่วนพลังงานลมและแสงอาทิตย์จนถึงร้อยละ 22 ในปี 2025 แต่ข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งชาติตุรกีกลับชี้ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2024 พุ่งสูงถึง 584.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (เพิ่มขึ้น 155.3% เมื่อเทียบกับปี 1990) โดยมี "ภาคพลังงาน" เป็นตัวการใหญ่ถึง 71.8%
สาเหตุสำคัญคือ ตุรกียังคงพึ่งพาถ่านหินเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักสูงถึง 34% (ซึ่งราว 2 ใน 3 ต้องพึ่งพาการนำเข้า) ประกอบกับปัญหาภัยแล้งที่ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดลง จนต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเข้ามาทดแทน ส่งผลให้องค์กรประเมินระดับสากลอย่าง Climate Action Tracker จัดอันดับนโยบายของตุรกีว่ายังอยู่ในระดับ "ไม่เพียงพออย่างยิ่ง" (Critically Insufficient) ต่อเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส

2. ความท้าทายของประเทศไทย: โจทย์ซ้อนโจทย์ในเวทีโลก
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย บริบทของเรามีความท้าทายที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
2.1ความเปราะบางต่อวิกฤตภูมิอากาศ: ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและพื้นที่ชายฝั่ง
2.2โครงสร้างพลังงานและการพึ่งพาฟอสซิล: เช่นเดียวกับตุรกี โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมของไทยยังคงผูกติดอยู่กับก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงฟอสซิล การเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนจึงต้องทำอย่างรวดเร็วและเป็นระบบเพื่อไม่ให้สะดุด
2.3แรงกดดันจากมาตรการการค้าโลก: มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป และกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น บีบให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง มิฉะนั้นสินค้าไทยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

3. โอกาสและทางออก: เปลี่ยน "วิกฤต" เป็น "ความยั่งยืน"
แม้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บทเรียนจากความพยายามของตุรกี—ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายสภาพภูมิอากาศ (Climate Law) การผลักดันระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาด—แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ผ่านยุทธศาสตร์เชิงรุก 3 ประการ
1. เร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition): ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนในพลังงานทางเลือกต่างๆเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวภาพ เอทานอล ไบโอดีเซล พลังงานความร้อนใต้พิภพ green ammonia green hydrogen green methanol Liquefied Biomethane (LBM) SAF Air-to-fuel SMR และโครงสร้างพื้นฐานระบบกริดอัจฉริยะ (Smart Grid) พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน(BESS) เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า
2. ยกระดับกฎหมายและกลไกราคาคาร์บอน:ขับเคลื่อนกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยให้มีความชัดเจน มีบทลงโทษและแรงจูงใจที่จับต้องได้ พร้อมเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนเครดิตภายในประเทศกับมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้า
3. การมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน: ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า "ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน" ภาครัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม
ชุมชนท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทร่วมกำหนดนโยบายและการปฏิบัติจริง ตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงระดับนโยบายมหภาค

บทสรุป
การเป็นเจ้าภาพ COP31 ของตุรกีและทิศทางของประชาคมโลกในปัจจุบัน ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า "ความยั่งยืน" ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ หากประเทศไทยสามารถประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนอย่างบูรณาการ พร้อมเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเปลี่ยนโลกเดือดให้เป็นโลกยั่งยืน
เราก็จะสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในเวทีโลก พร้อมส่งต่ออนาคตที่ปลอดภัยให้กับคนรุ่นหลังต่อไป.
#COP31
#อลงกรณ์ พลบุตร
#Worldviewclimatefoundation
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม #DCCE #COP31 #เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
#พลังงานทางเลือก
แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Daily Times Online เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิดและทิศทางการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างอนาคตพลังงานไทยอย่างยั่งยืน....

Daily Times Online เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิดและทิศทางการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างอนาคตพลังงานไทยอย่างยั่งยืน....

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิดและทิศทางการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการเปลี...

Daily Times Online “อลงกรณ์” เปิดวิสัยทัศน์เวทีโลจิสติกส์นานาชาติ GLA ครั้งที่ 15 ชี้ทิศทางใหม่AI–โลจิสติกส์สีเขียว พลิกโฉมซัพพลายเชน ดันไทยผงาด “สะพานเชื่อมการค้าโลก”

Daily Times Online “อลงกรณ์” เปิดวิสัยทัศน์เวทีโลจิสติกส์นานาชาติ GLA ครั้งที่ 15 ชี้ทิศทางใหม่AI–โลจิสติกส์สีเขียว พลิกโฉมซัพพลายเชน ดันไทยผงาด “สะพานเชื่อมการค้าโลก”

“อลงกรณ์” เปิดวิสัยทัศน์เวทีโลจิสติกส์นานาชาติ GLA ครั้งที่ 15 ชี้ทิศทางใหม่AI–โลจิสติกส์สีเขียว พลิ...

เออาร์ไอพี และพันธมิตร ประกาศความพร้อมการจัดงาน “COMMART AIFORCE”  มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ชูพลัง AI ผนึกแบรนด์ชั้นนำขนทัพสินค้าใหม่  พร้อมไฮไลท์และโปรโมชั่น 26 - 29 พ.ย. นี้ ที่ไบเทค บางนา

เออาร์ไอพี และพันธมิตร ประกาศความพร้อมการจัดงาน “COMMART AIFORCE” มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ชูพลัง AI ผนึกแบรนด์ชั้นนำขนทัพสินค้าใหม่ พร้อมไฮไลท์และโปรโมชั่น 26 - 29 พ.ย. นี้ ที่ไบเทค บางนา