สังคม

Daily Times Online บทความทางกฎหมาย: "มูลนิธิ กับการใช้เงิน" ศึกษากรณีนักอนุรักษ์ โดย: อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

บทความทางกฎหมาย: "มูลนิธิ กับการใช้เงิน" ศึกษากรณีนักอนุรักษ์ โดย: อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

บรรณาธิการ 1 พฤศจิกายน 2569 56 ครั้ง
Daily Times Online บทความทางกฎหมาย: "มูลนิธิ กับการใช้เงิน" ศึกษากรณีนักอนุรักษ์ โดย: อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

 บทความทางกฎหมาย: "มูลนิธิ กับการใช้เงิน" ศึกษากรณีนักอนุรักษ์ โดย: อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

     เมื่อ "ศรัทธาสาธารณะ" มาบรรจบกับ "ความโปร่งใสทางกฎหมาย"           ในห้วงเวลาที่สังคมไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ ภัยพิบัติ หรือความทุกข์ยากของพี่น้องร่วมชาติ ภาพที่เรามักได้เห็นจนคุ้นชินคือธารน้ำใจหลั่งไหลจากประชาชน และหนึ่งในบุคคลแนวหน้าที่สังคมคุ้นเคยในการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้คนอย่างทุ่มเทเสมอมา ย่อมมีชื่อของ "คุณบุ๋ม ปนัดดา " และ "องค์กรทำดี" (หรือมูลนิธิองค์กรทำดี) ปรากฏอยู่เคียงข้างผู้เดือดร้อน

     ทว่า ในกระแสสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร เมื่อประเด็นเรื่องการเปิดรับบริจาคและการบริหารจัดการเงินกองทุนขององค์กรการกุศลถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามและกลายเป็นที่สนใจของสาธารณชน ไม่ว่าข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีจะเป็นเช่นไร บทบาทของบุคคลสาธารณะย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ บทความนี้มิได้มีเจตนามุ่งชี้ถูกหรือผิดต่อกรณีของคุณบุ๋ม ปนัดดา หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากแต่กระแสข่าวดังกล่าวได้กลายเป็น "หมุดหมายสำคัญ" ที่สะกิดเตือนให้สังคมไทยหันกลับมาทบทวนคำถามรากฐานที่สำคัญยิ่งว่า:

      “ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ประชาชนหยิบยื่นให้ด้วยจิตศรัทธาเพื่อการกุศล เมื่อเข้าสู่บัญชีของบุคคลหรือมูลนิธิแล้ว มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร? ขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของ "ผู้ถือเงินบริจาค" มีมากน้อยเพียงใด?

          เพื่อไขความกระจ่างในมิติทางกฎหมาย บทเรียนจากคดีประวัติศาสตร์ของนักอนุรักษ์และผู้สร้างแรงบันดาลใจชื่อดังที่เคยตกเป็นข่าวดังระดับประเทศ คือคดีตัวอย่างที่ให้คำตอบทั้งในแง่หลักกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง และบทเรียนทางสังคมไว้อย่างลึกซึ้งที่สุด

ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ "นักสร้างแรงบันดาลใจกับการเรี่ยไรช่วยไฟป่า"

          กรณีศึกษาอันโด่งดังเกิดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ขณะเกิดวิกฤตไฟป่าและปัญหาหมอกควันอย่างรุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ จนนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาที่มีการฟ้องร้องและมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยสรุปข้อเท็จจริงและกระบวนการพิจารณาได้ดังนี้ (เพื่อประโยชน์แห่งการศึกษาวิชาการและเคารพต่อคำพิพากษา จึงขอใช้อักษรย่อแทนบุคคลจริง):

๑. โจทก์ฟ้องว่าอย่างไร

                  พนักงานอัยการจังหวัด ........... (โจทก์) ยื่นฟ้อง นาย ฌ. (จำเลย) ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในฐานะไลฟ์โค้ช (Life Coach) และนักสร้างแรงบันดาลใจ

พฤติการณ์ตามฟ้องระบุว่า:

จำเลยได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองว่าตนเองและประชาชนชาว.............นับล้านคนกำลังเผชิญวิกฤตไฟป่า พร้อมแชร์โพสต์ของ ร.ต.อ. ส. (ผู้กอง บ.) และชักชวนให้ประชาชนร่วมบริจาค

        ต่อมา จำเลยได้โพสต์ในช่องแสดงความคิดเห็นระบุว่า "มีผู้ใหญ่แนะนำให้เปลี่ยนที่บริจาคเป็นเลขบัญชี ฌ. แล้วผมไปช่วยซื้อเองนะครับ" พร้อมแนบภาพ QR Code และเลขบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขา ................ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลย

 โจทก์ฟ้องว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงประชาชนด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริง เพราะแท้จริงแล้วจำเลยมิได้มีเจตนานำเงินที่ได้รับบริจาคไปใช้ในโครงการดับไฟป่าตามที่แจ้ง แต่มีเจตนานำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยมีผู้เสียหาย ๕ ราย (และประชาชนทั่วไป) หลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชี รวมยอดเงินบริจาคทั้งสิ้น ๑,๓๓๔,๓๘๕.๙๕ บาท

ภายหลังได้รับเงิน จำเลยได้เบิกถอนเงินไปชำระหนี้บัตรเครดิตให้แก่บริษัทสื่อสังคมออนไลน์ (บริษัท ฟ.) เพื่อโปรโมตเพจรวม ๕ ครั้ง เป็นเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท, โอนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เข้าบัญชีส่วนตัวอีกบัญชีหนึ่ง และโอนเงินอีกกว่า ๒๒๔,๙๙๘.๔๘ บาท ไปชำระค่าสินค้าของบริษัท ต. ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลย

   พนักงานอัยการจังหวัด.....โจทก์ จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ (ฉ้อโกงประชาชน), พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑), พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. ๒๔๘๗ มาตรา ๑๙ และขอให้สั่งจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย

๒. คำพิพากษาศาลชั้นต้น

         จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าได้นำเงินไปจัดซื้ออุปกรณ์และสนับสนุนกิจกรรมดับไฟป่าจริง รวมถึงนำไปช่วยเหลือวัดและหน่วยงานอนุรักษ์ตามโครงการที่จัดขึ้น

          ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัด......) พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว พิพากษา "ยกฟ้อง" จำเลย ด้วยเหตุผลว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรกหรือไม่

๓. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑

            โจทก์โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียด และ "พิพากษากลับ" คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมีสาระสำคัญแห่งคำวินิจฉัยดังนี้:

1. การใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์แห่งการเรี่ยไร: เงินที่เรี่ยไรมานั้น ผู้บริจาคโอนเงินให้ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะถูกนำไปใช้ใน "กิจการดับไฟป่า" ทันที แต่จำเลยกลับนำเงินบริจาคไปจ่าย ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อโปรโมตเพจเฟซบุ๊กของตนเอง แม้จำเลยจะอ้างว่าทำเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ก็ถือเป็นการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ที่ได้ป่าวประกาศไว้

2. การกระทำย้อนหลังไม่ลบล้างความผิด: การที่จำเลยนำเงินบางส่วนไปจัดซื้อเลื่อยยนต์มอบให้อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย หรือซื้อกระเบื้องมุงหลังคาวัดป่า หรือจัดทำโครงการขึ้นในภายหลัง ปรากฏว่าเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดกระแสสังคมตรวจสอบและมีผู้ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแล้ว อีกทั้งเป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดเงินบริจาคทั้งหมด จึงไม่อาจนำมารับฟังหักล้างเจตนาทุจริตได้

3. บทลงโทษ: ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา ๑๔ (๑) ซึ่งเป็นบทหนักเท่ากับฉ้อโกงประชาชน ให้ จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท

4. เหตุรอการลงโทษ: ศาลเห็นว่า แม้จำเลยจะนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยเฉพาะการโปรโมตเพจ แต่ก็เป็นไปเพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ให้มีผู้บริจาคมากขึ้น และเงินบางส่วนที่นำไปซื้อของบริจาคมิได้ตกเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยตรง ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสกลับตัว ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๒ ปี และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้ง ๕ รายตามฟ้อง

วิเคราะห์คุณค่าทางกฎหมาย: จาก “ ยกฟ้อง” เป็น “ ลงโทษ”

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้อะไรแก่สังคมไทย?

        คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในคดีนี้ มิใช่เพียงแค่การตัดสินคดีอาญาคดีหนึ่งเท่านั้น แต่ได้วาง "บรรทัดฐานทางกฎหมายและความรับผิดชอบต่อสังคม" ไว้อย่างชัดเจน ๓ ประการ:

1. “เจตนาทุจริต” วัดจากการใช้เงินตรงวัตถุประสงค์หรือไม่ (Purity of Purpose): เงินบริจาคมีสถานะเป็น "เงินที่มีเงื่อนไขตามเจตจำนงของผู้ให้" บุคคลผู้รับเงินทำหน้าที่เสมือนตัวการ-ตัวแทน หรือผู้ดูแลทรัพย์เพื่อการเฉพาะกิจ ผู้รับบริจาคไม่มีสิทธิโดยอำเภอใจที่จะคิดแทนผู้บริจาค เช่น อ้างว่าเอาเงินบริจาคดับไฟป่าไปยิงแอด (Boost Post) เพื่อหวังยอดบริจาคเพิ่ม เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริจาคตกลงยินยอมตั้งแต่แรก

2. มาตรฐานทางจริยธรรมของ "บุคคลสาธารณะ": คำพิพากษาได้ระบุชัดเจนว่า จำเลยเป็นไลฟ์โค้ช มีอาชีพสร้างแรงบันดาลใจและสั่งสอนผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตอย่างสุจริต มีคุณภาพ ย่อมต้องตระหนักถึงความถูกต้อง โปร่งใส และการจัดทำบัญชีแสดงรายการเงินบริจาคต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา ยิ่งมีชื่อเสียง ยิ่งต้องรับผิดชอบต่อความไว้ใจของสังคม

3. การตื่นรู้ของภาคประชาชน (Civic Awakening): สังคมไทยได้เรียนรู้ว่า "ความตั้งใจดี" ต้องมาคู่กับ "วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย" ความเมตตากรุณามิใช่ข้อยกเว้นที่จะยกเว้นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร หรือยกเว้นมาตรฐานทางบัญชีได้

หลักกฎหมายสำคัญว่าด้วย "มูลนิธิ" และ "การบริหารจัดการเงิน"

        จากกรณีบุคคลธรรมดาเปิดรับบริจาค ขยับมาสู่รูปแบบสถาบันที่มีความมั่นคงยั่งยืนกว่า คือ "มูลนิธิ" (Foundation) ซึ่งมักเป็นรูปแบบที่องค์กรการกุศลอย่างเช่นของคุณบุ๋ม ปนัดดา หรือนักพัฒนาสังคมหลายท่านเลือกใช้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ กฎหมายจึงได้วางกรอบการกำกับดูแลไว้อย่างเข้มงวด:

๑. สาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)

  นิยามและสถานะ (มาตรา ๑๑๐): มูลนิธิไม่ใช่บริษัท ไม่ใช่ห้างหุ้นส่วน แต่คือ "ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน"

      กฎเหล็กเรื่องทรัพย์สิน (มาตรา ๑๑๐ วรรคสอง): “การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง” นั่นหมายความว่า เงินทุกบาทของมูลนิธิเป็นของนิติบุคคลเพื่อสาธารณะ ผู้ก่อตั้ง กรรมการ หรือผู้จัดการ ไม่มีกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในเงินนั้นแม้แต่สตางค์แดงเดียว

คณะกรรมการมูลนิธิ (มาตรา ๑๒๓): กรรมการมูลนิธิคือผู้แทนนิติบุคคล มีหน้าที่ตามหลักตัวแทน (Fiduciary Duty) ต้องจัดการงานด้วยความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนผู้มีวิชาชีพพึงกระทำ หากกระทำการนอกวัตถุประสงค์หรือก่อให้เกิดความเสียหาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัวทั้งทางแพ่งและทางอาญา

การควบคุมดูแล (มาตรา ๑๒๘): กฎหมายให้อำนาจนายทะเบียน (กระทรวงมหาดไทย/ผู้ว่าราชการจังหวัด) ในการตรวจตรา ควบคุมดูแล และเรียกตรวจบัญชี หากมูลนิธิดำเนินการขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือไม่ดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ ศาลอาจมีคำสั่งให้ “ เลิกมูลนิธิ” ได้ตามมาตรา ๑๓๑

๒. การเรี่ยไรตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. ๒๔๘๗

        แม้จะเป็นมูลนิธิที่จดทะเบียนถูกต้อง แต่หากจะทำการเรี่ยไรหรือเปิดรับบริจาคจากประชาชนเป็นการทั่วไป:

- ต้องขออนุญาตและได้รับ "ใบอนุญาตจัดให้มีการเรี่ยไร" จากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน (มาตรา ๖ และ ๘)

      - ต้องระบุวัตถุประสงค์ สถานที่ วิธีการ และระยะเวลาของการเรี่ยไรให้ชัดเจน

       - ต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และแสดงยอดเงินบริจาคต่อเจ้าพนักงานและสาธารณชนตามกำหนดเวลา การนำเงินไปใช้ผิดจากวัตถุประสงค์ที่ขออนุญาตไว้ มีโทษทางอาญา

ข้อพึงระมัดระวังสำหรับ "ผู้จัดการและกรรมการมูลนิธิ"

      เพื่อมิให้ความตั้งใจดีในการช่วยเหลือสังคมต้องแปรเปลี่ยนเป็นคดีความในศาล ผู้บริหารองค์กรสาธารณกุศลและมูลนิธิต้องยึดหลักเกณฑ์ความปลอดภัยทางกฎหมายดังนี้:

1. แยก "กระเป๋าส่วนตัว" ออกจาก "กระเป๋ามูลนิธิ" อย่างเด็ดขาด: ห้ามใช้บัญชีธนาคารส่วนบุคคลของดารา ผู้ก่อตั้ง หรือกรรมการในการรับเงินบริจาคแทนมูลนิธิโดยเด็ดขาด บัญชีที่รับเงินต้องเป็นชื่อของ "มูลนิธิ..." เท่านั้น เพื่อป้องกันข้อหาฉ้อโกงประชาชนและการปะปนของทรัพย์สินส่วนตัวกับเงินกุศล

2. ใช้เงินให้ "ตรงปก" และ "ตรงวัตถุประสงค์": หากเปิดรับบริจาคช่วยภัยน้ำท่วม เงินนั้นต้องมุ่งตรงไปที่การบรรเทาทุกข์น้ำท่วม ไม่อาจนำไปโยกเป็นค่าใช้จ่ายอื่น เว้นแต่จะได้รับความยินยอมหรือมีข้อกำหนดในโครงการที่แจ้งประชาชนไว้ล่วงหน้าอย่างเปิดเผยและโปร่งใส

3. ระบบบัญชีและใบเสร็จรับเงิน (Traceability): ทุกการจ่ายเงินต้องมีหลักฐานใบเสร็จ ใบสำคัญรับเงิน หรือพยานเอกสารที่สามารถตรวจสอบย้อนหลัง (Audit) ได้ การอ้างว่า "จ่ายเงินสดหน้างานโดยไม่มีใบเสร็จ" ถือเป็นจุดตายสำคัญในชั้นศาล ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีของนาย ฌ.

4. ความโปร่งใสคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด: การรายงานงบการเงิน รายรับ-รายจ่าย และความคืบหน้าของโครงการผ่านช่องทางสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อกังขาจากสังคม แต่ยังเป็นพยานหลักฐานชั้นเลิศที่แสดงถึง "ความบริสุทธิ์ใจและความสุจริต" ตามกฎหมาย

บทสรุป

                งานการกุศลและการขับเคลื่อนมูลนิธิในสังคมไทย ดำรงอยู่ได้ด้วยต้นทุนที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "ความไว้วางใจของประชาชน" (Public Trust)

                กรณีศึกษาของนักอนุรักษ์ในอดีต ตลอดจนกระแสความสนใจต่อบทบาทของคุณบุ๋ม ปนัดดา และองค์กรสาธารณกุศลในปัจจุบัน ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยกำลังก้าวข้ามผ่านยุคของ "การทำบุญตามความรู้สึก" เข้าสู่ยุคของ "ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสทางกฎหมาย" ผู้มีจิตอาสาทุกคนจึงพึงตระหนักว่า ยิ่งหัวใจปรารถนาจะช่วยเหลือผู้อื่นมากเพียงใด ระเบียบวินัยและการปฏิบัติตามกรอบกฎหมายก็ยิ่งต้องรัดกุมรอบคอบมากเพียงนั้น เพื่อให้ธารน้ำใจของสังคมไหลรินไปถึงผู้รับอย่างบริสุทธิ์ และผู้ให้สามารถดำเนินภารกิจกุศลต่อไปได้อย่างสง่างามและยั่งยืน

  บทความทางกฎหมายเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน โดยศึกษาจากกรณีที่ศาลได้เคยมีคำพิพากษาซึ่งได้วางหลัก “มูลนิธิ” กับ “การใช้เงินของมูลนิธิ” มิได้มีเจตนามุ่งชี้ความถูกผิดของกรณีหนึ่งกรณีใดที่เกิดขึ้นในสังคม และเป็นความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องหรือผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนสังกัดแต่อย่างใด./ 

• นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1. 

ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

กรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

1 พฤศจิกายน 2569


แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Daily Times Online  "จเรตำรวจแห่งชาติ" สั่งยกระดับงานตรวจสอบใช้เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใส ควบคู่ดูแลสวัสดิการตำรวจทั่วประเทศ

Daily Times Online "จเรตำรวจแห่งชาติ" สั่งยกระดับงานตรวจสอบใช้เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใส ควบคู่ดูแลสวัสดิการตำรวจทั่วประเทศ

Daily Times Online "จเรตำรวจแห่งชาติ" สั่งยกระดับงานตรวจสอบใช้เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใส ควบคู่ดูแลส...

Daily Times Online มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายลดความเหลื่อมล้ำภาคใต้อย่างต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน สร้างอาชีพ สร้างชีวิต แก่ชาวสตูล

Daily Times Online มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายลดความเหลื่อมล้ำภาคใต้อย่างต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน สร้างอาชีพ สร้างชีวิต แก่ชาวสตูล

Daily Times Online มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายลดความเหลื่อมล้ำภาคใต้อย่างต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอา...

Daily Times Online วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ร่วมกับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีทิ้งกระจาด (ซิโกว) แจกเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้

Daily Times Online วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ร่วมกับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีทิ้งกระจาด (ซิโกว) แจกเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้

วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ร่วมกับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีทิ้งกระจาด (ซิโกว) แจกเครื่องอุปโภคบริ...