เศรษฐกิจ

Daily Times Online ส่องอุตสาหกรรมปาล์มไทย “อลงกรณ์”กางโรดแมป 4เสาหลักมุ่งเศรษฐกิจชีวภาพพลังงานแห่งอนาคต

ส่องอุตสาหกรรมปาล์มไทย “อลงกรณ์”กางโรดแมป 4เสาหลักมุ่งเศรษฐกิจชีวภาพพลังงานแห่งอนาคต

บรรณาธิการ 20 ตุลาคม 2569 14 ครั้ง
Daily Times Online ส่องอุตสาหกรรมปาล์มไทย “อลงกรณ์”กางโรดแมป 4เสาหลักมุ่งเศรษฐกิจชีวภาพพลังงานแห่งอนาคต
     ส่องอุตสาหกรรมปาล์มไทย “อลงกรณ์”กางโรดแมป
4เสาหลักมุ่งเศรษฐกิจชีวภาพพลังงานแห่งอนาคต
     นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายามิสเตอร์เอทานอล ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)
อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)กล่าวบรรยายเช้านี้ในเวทีสัมมนา“ถอดรหัสอินโด–มาเลย์ แล้วลงมือต่อ: จับมือสร้างเครือข่าย ผนึกห่วงโซ่ ปลดล็อกปาล์มไทย” 
     ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร่วมกับมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) โดย ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ที่ปรึกษามูลนิธิ(AIT) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร และครัวไชยา สุราษฎร์ธานี” พร้อมนำเสนอบทความพิเศษเมื่อวันที่20 ตุลาคม 2569ในหัวข้อ“จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมปาล์มสู่เศรษฐกิจใหม่และพลังงานแห่งอนาคต”

     โดย นายอลงกรณ์ พลบุตรกล่าวว่า“….อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษ จากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยตลาดปลายน้ำหลักเพียงสองกลุ่ม ได้แก่ การผลิตน้ำมันพืชเพื่อบริโภค และการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับยานยนต์
มาสู่ความท้าทายใหม่นั่นคือการรุกคืบอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้า นโยบายการปรับลดสัดส่วนผสมไบโอดีเซลตามต้นทุนราคาพลังงาน และกฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โดยเฉพาะกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR)กำลังผลักดันให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับผลิตภาพและปฏิรูปโครงสร้างการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งน้ำมันอากาศยานยั่งยืน เคมีชีวภาพขั้นสูง ก๊าซชีวภาพ ตลอดจนพลังงานสะอาดแห่งอนาคต 
     เมื่อพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานการผลิต ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันรวมทั้งสิ้นประมาณ 6.3 ถึง 6.5 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วราว 6.1 ถึง 6.2 ล้านไร่ แหล่งปลูกสำคัญกระจุกตัวอยู่ในภาคใต้มากกว่าร้อยละ 85 ครอบคลุมจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช และพังงา ขณะที่ภาคตะวันออกมีสัดส่วนราวร้อยละ 8 ถึง 10 เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มมีจำนวนประมาณ 400,000 ถึง 440,000 ครัวเรือน ซึ่งมากกว่าร้อยละ 75 ถึง 80 เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองที่ดินเฉลี่ยเพียง 10 ถึง 25 ไร่ต่อราย
   ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลปาล์มสดทั้งทะลายได้เฉลี่ย 17.5 ถึง 18.5 ล้านตัน และสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 3.1 ถึง 3.4 ล้านตัน โดยใช้บริโภคและแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารประมาณ 1.30 ถึง 1.45 ล้านตัน ใช้ในภาคพลังงานทดแทนสำหรับผลิตไบโอดีเซล 1.00 ถึง 1.20 ล้านตัน และมีส่วนเกินส่งออกสู่ตลาดโลกปีละ 0.6 ถึง 0.9 ล้านตัน ภายใต้การรักษาระดับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบสำรองเพื่อความมั่นคงไว้ที่ 2.5 ถึง 3.0 แสนตัน
เทียบศักยภาพมหาอำนาจปาล์ม
    ความท้าทายเชิงเปรียบเทียบระหว่างไทยกับสองประเทศผู้นำตลาดโลกอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นถึงความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด ในขณะที่อินโดนีเซียครองส่วนแบ่งการผลิตในตลาดโลกมากกว่าร้อยละ 55 ถึง 60 และมาเลเซียครองส่วนแบ่งร้อยละ 23 ถึง 25 ประเทศไทยกลับมีส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 4 ถึง 5 ทำให้ไทยอยู่ในสถานะผู้ยอมรับราคาโดยไม่มีอำนาจต่อรองในตลาดสากล 
    นอกจากนี้ ผลผลิตผลสดต่อไร่ของไทยยังเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.8 ถึง 3.1 ตันต่อไร่ต่อปี ซึ่งต่ำกว่ามาเลเซียที่ทำได้ 3.5 ถึง 4.0 ตัน และอินโดนีเซียที่สูงถึง 3.8 ถึง 4.2 ตันต่อไร่ต่อปี อีกทั้งอัตราการสกัดน้ำมันของไทยยังอยู่ที่ร้อยละ 17.0 ถึง 18.5 ต่ำกว่าทั้งสองประเทศที่ทำได้สูงถึงร้อยละ 20.0 ถึง 22.0 ความแตกต่างดังกล่าวยังผูกโยงกับโครงสร้างแปลงปลูกที่มาเลเซียใช้ระบบการรวมกลุ่มแปลงใหญ่และกลไกสหกรณ์เฟลดา ส่วนอินโดนีเซียขับเคลื่อนด้วยกลุ่มทุนสัมปทานขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยยังคงเป็นแปลงย่อยกระจัดกระจาย 
    ด้านนโยบายปลายน้ำ อินโดนีเซียผลักดันสัดส่วนผสมไบโอดีเซลภาคบังคับถึงร้อยละ 35 ถึง 50 และมาเลเซียมุ่งเน้นการแปรรูปเป็นเคมีชีวภาพเพื่อการส่งออก ส่วนไทยยังคงพึ่งพาตลาดน้ำมันพืชและไบโอดีเซลแบบเดิมที่มีเพดานการเติบโตจำกัด
    ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่คุณค่าของไทยจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จุดรวบรวมอย่างลานเทที่มีอยู่กว่า 2,500 ถึง 3,000 แห่ง มักรับซื้อผลปาล์มตามน้ำหนักมากกว่าคุณภาพเนื้อน้ำมัน ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการตัดปาล์มดิบหรือปาล์มกึ่งสุกเพื่อเร่งขาย ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ยของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนการผลิตสูงถึง 3.80 ถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม ท่ามกลางผลผลิตต่อไร่ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำและขาดแคลนเงินทุนในการติดตั้งระบบน้ำเพื่อรับมือกับภัยแล้ง ขณะเดียวกัน กฎระเบียบระหว่างประเทศยังบีบให้ต้องแสดงพิกัดแปลงปลูกและระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด ซึ่งสวนปาล์มไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมรองรับ ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้ายังสร้างความเสี่ยงให้อุปสงค์ของไบโอดีเซลในประเทศลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4 เสาหลักขับเคลื่อนอนาคตปาล์ม

     การยกระดับผลิตภาพจึงเป็นทางรอดเดียวที่ต้องเร่งขับเคลื่อนพร้อมกันใน
4 เสาหลัก 
    เสาหลักแรกคือการยกระดับผลผลิตต่อไร่สู่เป้าหมาย 3.5 ถึง 4.0 ตันต่อไร่ต่อปี ผ่านโครงการโค่นปลูกทดแทนต้นปาล์มที่มีอายุเกิน 20 ปีด้วยพันธุ์ลูกผสมคุณภาพสูง พร้อมนำระบบเกษตรแม่นยำและการให้น้ำสม่ำเสมอมาปรับใช้ 
    เสาหลักที่2คือการผลักดันอัตราการสกัดน้ำมันให้แตะระดับร้อยละ 20 ขึ้นไป โดยเปลี่ยนระบบการรับซื้อหน้าลานเทและโรงสกัดให้สะท้อนเปอร์เซ็นต์น้ำมันจริง ควบคู่กับการขนส่งผลผลิตเข้าสู่กระบวนการสกัดภายใน 24 ชั่วโมง       
    เสาหลักที่3คือการเพิ่มประสิทธิภาพ
โรงงานสกัดและเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดน้ำมันตกค้างในกากใย พร้อมนำของเสียอย่างน้ำเสียและทะลายเปล่าไปสร้างมูลค่าเพิ่ม 
   เสาหลักที่4 คือการแปรรูปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง โดยเฉพาะการยกระดับแปลงปลูกและโรงงานให้ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนสากล เพื่อเป็นวัตถุดิบรองรับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและสารเคมีชีวภาพ  
     โอกาสทองของน้ำมันอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ถือเป็นทางออกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด เนื่องจากข้อบังคับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ กำหนดให้สายการบินต้องผสมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
     ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งด้านวัตถุดิบ ทั้งน้ำมันพืชใช้แล้ว กรดไขมันปาล์ม และน้ำมันปาล์มดิบที่ได้มาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งสามารถนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปขั้นสูงเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าสู่ตลาดนี้นอกจากจะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินในประเทศได้ปีละหลายแสนตันแล้ว ยังช่วยยกระดับราคาผลผลิตและสร้างเสถียรภาพรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน เนื่องจากมูลค่าของเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนในตลาดโลกสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลและไบโอดีเซลเดิมอย่างมาก  
     นอกจากเชื้อเพลิงเหลวแล้ว ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน หรือ POME ยังเป็นอีกหนึ่งขุมพลังงานที่ทรงคุณค่า โดยในแต่ละปีการสกัดปาล์มสดจะก่อให้เกิดน้ำเสียเข้มข้นถึง 10.5 ถึง 14.8 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อนำมาผ่านกระบวนการหมักแบบไร้อากาศ จะมีศักยภาพในการผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงถึง 280 ถึง 380 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งได้ถึง 150 ถึง 200 เมกะวัตต์ 
     ก๊าซชีวภาพเหล่านี้ยังสามารถต่อยอดเป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด(compressed biomethane)เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในรถบรรทุกขนส่ง หรือนำไปผลิตเป็นไฮโดรเจนสะอาดเพื่อป้อนเข้าสู่โรงกลั่นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิต และยังสามารถนำกากตะกอนหลังการหมักไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพส่งกลับคืนสู่แปลงปลูกของเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้อีกทางหนึ่ง  

ประตูสู่พลังงานแห่งอนาคต

     ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังเปิดประตูสู่พลังงานแห่งอนาคต ทั้งไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen)แอมโมเนียสีเขียว(green ammonia)และเมทานอลสีเขียว (green methanol)
      ไฮโดรเจนสีเขียวซึ่งผลิตจากการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าหมุนเวียนหรือการปรับปรุงคุณภาพก๊าซชีวภาพ จะทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นหลักในการเติมไฮโดรเจนเพื่อผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
      ขณะที่แอมโมเนียสีเขียวซึ่งเกิดจากการรวมไฮโดรเจนสะอาดเข้ากับไนโตรเจนในอากาศ กำลังกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับกองเรือพาณิชย์ข้ามมหาสมุทรและการเผาร่วมในโรงไฟฟ้า รวมถึงเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยคาร์บอนต่ำเพื่อส่งกลับคืนสู่สวนปาล์ม   
      
    ส่วนเมทานอลสีเขียวถือเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์สูงที่สุดในภาคการเดินเรือ
    นับได้ว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบอย่างมากในการใช้ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียโรงงานสกัดปาล์ม โรงงานเอทานอลหรือก๊าซสังเคราะห์จากทะลายปาล์มเปล่ามาแปรรูปเป็นไบโอเมทานอล เพื่อป้อนอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพและเป็นเชื้อเพลิงเรือคาร์บอนต่ำ

ศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพ

      การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการนโยบายอย่างเร่งด่วน โดยภาครัฐต้องจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อขึ้นทะเบียนและระบุพิกัดแปลงปลูกรองรับมาตรฐานสากล เร่งประกาศสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนภาคบังคับพร้อมมาตรการส่งเสริมการลงทุนโรงกลั่นชีวภาพ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทำสัญญาพันธสัญญาร่วมกับโรงกลั่นเพื่อแบ่งปันผลกำไรอย่างเป็นธรรม ปลดล็อกระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าก๊าซชีวภาพโดยตรง ตลอดจนส่งเสริมสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย ในการสร้างศูนย์ทดสอบและรับรองมาตรฐานพลังงานสะอาด เพื่อร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยหลุดพ้นจากวงจรเดิม และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพและพลังงานแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างมั่นคง.

แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Daily Times Online สคบ. ออกสัญญามาตรฐานธุรกิจการรับจ้างติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell System)

Daily Times Online สคบ. ออกสัญญามาตรฐานธุรกิจการรับจ้างติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell System)

สคบ. ออกสัญญามาตรฐานธุรกิจการรับจ้างติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell System)