ที่ดิน กลายเป็น ทอง
วัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่กำลังกลับมาเป็นฮือฮาอีกครั้ง หากมองเพียงผิวเผินอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ทายาทกับวัดกำลังเถียงกันว่า เจ้าของที่ดินเดิม “บริจาคให้วัด” หรือ “นำโฉนดมาฝากไว้”
จากวัดป่าอดุลยาราม ถึงสวนกุหลาบสมุทรปราการ และวัดศรีจันทาราม ปัญหาที่ไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครถือโฉนด” แต่อยู่ที่ “เจตนาของผู้ให้”
วัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่กำลังกลับมาเป็นฮือฮาอีกครั้ง หากมองเพียงผิวเผินอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ทายาทกับวัดกำลังเถียงกันว่า เจ้าของที่ดินเดิม “บริจาคให้วัด” หรือ “นำโฉนดมาฝากไว้”
แต่เมื่อย้อนดูเส้นทางคดีแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นวันนี้ มันนานกว่า 30 ปี
ที่สำคัญ ข้อพิพาทเรื่องการเรียกคืนที่ดินเคยผ่านกระบวนการศาลมาจนถึงศาลฎีกาแล้ว
เรื่องเริ่มจาก ตาเฮียง พิมพ์ศรี เจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งมีข้อมูลว่าได้นำที่ดินมอบให้เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งสำนักสงฆ์ ก่อนพัฒนาและขึ้นทะเบียนเป็นวัดป่าอดุลยารามในเวลาต่อมา
ที่ดินส่วนสำคัญมีเนื้อที่กว่า 21 ไร่ และยังมีที่ดินอีกประมาณ 5 ไร่ ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท รวมแล้วกว่า 26 ไร่
เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่บริเวณดังกล่าวกลายเป็นทำเลสำคัญของเมืองขอนแก่น และมีการกล่าวถึงมูลค่าที่ดินในระดับ นับพันล้านบาท
จากที่ดินซึ่งครั้งหนึ่งถูกนำมาใช้เป็นสถานที่ทางพระพุทธศาสนา จึงกลายเป็นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล
และนี่คือจุดที่เรื่องน่าคิด
คดีนี้เคยไปถึงศาลฎีกามาแล้ว
ภายหลังตาเฮียง เสียชีวิต ได้เกิดข้อพิพาทระหว่างฝ่ายทายาทกับวัด มีการฟ้องขับไล่และเรียกคืนที่ดิน
คดีต่อสู้กันตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา
ตามข้อมูลที่ปรากฏ ศาลฎีกามีคำสั่งที่ 9024/2555 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2555
โดยไม่รับเปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัยของศาลล่าง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือ
การฟ้องเพื่อเอาที่ดินคืนจากวัดในคดีเดิมไม่ประสบผลสำเร็จ
หากจะเล่าเรื่องนี้ในวันนี้ จึงไม่ควรย้อนกลับไปตั้งต้นใหม่เหมือนกับว่า ยังไม่มีการพิจารณาจากศาลเลยว่า ที่ดินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับวัดอย่างไร
เพราะข้อพิพาทเดิมได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาถึงศาลฎีกาแล้ว
แต่เรื่องกลับยังไม่จบ
เมื่อคำพิพากษาจบเรื่องหนึ่ง แต่ “เอกสารที่ดิน” ยังกลายเป็นอีกเรื่อง
ปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คือแม้ที่ดินจะถูกนำมาใช้เป็นวัด มาเป็นเวลานาน สร้างและประกาศเป็นวัด ปี 2541
แต่เรื่องสิทธิและเอกสารทางทะเบียนกลับยังไม่เปลี่ยน
กลายเป็นช่องทางให้เกิดข้อพิพาทตามมา
ต่อมามีการดำเนินคดีอีก โดยมีการฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และวัดป่าอดุลยาราม
ข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน การเพิกถอนนิติกรรม และการขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง และฝ่ายโจทก์ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไปตามกระบวนการ
เพราะฉะนั้น ต้องแยกให้ออกเป็น สองเรื่อง
เรื่องแรก คือข้อพิพาทเดิมเกี่ยวกับการเรียกคืนหรือขับไล่วัดออกจากที่ดิน ซึ่งผ่านกระบวนการถึงศาลฎีกาแล้ว
ส่วนอีกเรื่อง คือข้อพิพาทภายหลังที่เกี่ยวพันกับสิทธิในที่ดิน นิติกรรม และเอกสารทางทะเบียน ซึ่งยังมีการต่อสู้กันตามกระบวนการ
นี่ต่างหากที่ทำให้เรื่องวัดป่าอดุลยารามน่าสนใจ
สะท้อนถึง
การมอบที่ดินให้วัด แต่ไม่ได้จัดการเอกสารและการจดทะเบียนให้เสร็จเด็ดขาดตั้งแต่ผู้ให้ยังมีชีวิต
สามารถสร้างปัญหาต่อเนื่องไปได้อีกหลายสิบปี
เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดที่ขอนแก่นแห่งเดียว
หันกลับมาที่จังหวัดสมุทรปราการ
กรณี โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ ก็มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินที่มอบเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเช่นเดียวกัน
ที่ดิน 2 แปลง จากเจ้าของคนละราย
แปลงแรก 15 ไร่ เป็นที่ดินของ อาจารย์เกษม บัวเกิด ซึ่งมีเจตนามอบให้โรงเรียน และคดีต่อสู้กันจนถึงศาลฎีกา โดยมีคำพิพากษาในปี 2561
ส่วนอีกแปลง 10 ไร่ เป็นที่ดินของ นายสุวัฒน์ เป็นอีกคดีหนึ่ง ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569
รวมแล้วเป็นที่ดินป 25 ไร่ ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของอาจารย์เกษม คือมีข้อมูลว่า ท่าน เคยสอบถามทางโรงเรียนในทำนองว่า
“ดำเนินการเรื่องโฉนดให้เป็นของโรงเรียนหรือยัง?”
ประโยคสั้น ๆ แต่มีน้ำหนักอย่างมากเมื่อวันหนึ่งเกิดข้อพิพาทขึ้น
เพราะมันย้อนกลับไปสู่คำสำคัญคำเดียวกัน
“เจตนา”
วัดศรีจันทาราม พื้นที่บางปู สมุทรปาการ ก็มีปัญหาคล้ายกัน

ทนายศตพร ขำเพ็ง ผู้รับทำคดี เล่าว่า มีประเด็นเกี่ยวกับที่ดินซึ่งเจ้าของเดิมมีเจตนาจะมอบให้วัด โดยบางส่วนมีการขายออกไป ส่วนเหลือ ต้องดำเนินการออกโฉนดและจัดการทางทะเบียนให้เรียบร้อยเป็นของวัด
แต่เมื่อเจ้าของเดิมเสียชีวิต กลับเกิดปัญหาตามมาเมื่อแยกโฉนด
ผู้รับมรดก ไม่มีการโอนให้วัด แต่กลับออกโฉนดใส่ชื่อตัวเอง
โดยไม่ได้ดำเนินการให้เป็นชื่อวัดตามเจตนาเจ้าของที่ดิน ที่ฝ่ายวัดอ้าง
เรื่องจึงเข้าสู่กระบวนการศาล และตามข้อมูลที่ได้รับ ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์
ผลจะออกมาอย่างไร ต้องรอศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา
คงอีกไม่นาน
ผมไม่ตัดสินแทนศาล
แต่สามารถตั้งคำถามได้ว่า
ทำไมเรื่องลักษณะเดียวกันจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และมากในเรื่องแบบนี้..
คดี สนามกอล์ฟอัลไพน์ ไง เป็นมหากาพย์ ระดับชาติ
วันนี้ถือโฉนดอยู่ ไม่ได้แปลว่าจะลบ “เจตนาวันวาน” ได้ง่าย ๆ
ทั้งกรณีขอนแก่นและสมุทรปราการ มีรายละเอียดทางกฎหมายแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำคำพิพากษาคดีหนึ่งไปตัดสินอีกคดีหนึ่งได้
แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างน่าคิด คือ
ในวันที่เจ้าของที่ดินยังมีชีวิต เขาอาจมองที่ดินผืนนั้นว่าเป็นทรัพย์ที่ต้องการมอบให้พระศาสนา การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์
แต่หลายสิบปีถัดมา ที่ดินผืนเดิมกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาล
บางแห่งกลายเป็น ที่ดินมูลค่านับพันล้านบาท
คำว่า “ให้” ที่ครั้งหนึ่งอาจพูดกันง่าย ๆ มาวันนี้ต้องใช้ศาลพิสูตรค้นหาความจริง
ภายหลังเมื่อผู้ให้เสียชีวิตไปแล้ว คนที่เหลืออยู่ก็ต้องนำภาพถ่าย เอกสาร พยานบุคคล การครอบครอง การใช้ประโยชน์ ตลอดจนพฤติการณ์ต่าง ๆ มาต่อกันเหมือนจิ๊กซอว์ เพื่อพิสูจน์ว่า
คนที่จากไปแล้วตั้งใจทำอะไรกันแน่
“ให้แล้ว” ต้องทำให้จบ
นี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดจากเรื่องเหล่านี้
หากใครมีเจตนาจะบริจาคที่ดินให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาล มูลนิธิ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ
อย่าจบเพียงคำพูด
อย่าจบเพียงการถ่ายรูปมอบโฉนด
อย่าจบเพียงการอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่
และอย่าคิดว่า “เอาไว้วันหลังค่อยไปเปลี่ยนชื่อในโฉนดก็ได้”
เพราะเราไม่รู้ว่า “วันหลัง” จะมาถึงหรือไม่
เมื่อผู้ให้เสียชีวิต สิ่งที่เคยเข้าใจกันระหว่างคนสองคน อาจกลายเป็นคนละเรื่องในสายตาของคนรุ่นต่อมา
โดยเฉพาะเมื่อที่ดิน ที่ครั้งหนึ่งอาจไม่ได้มีราคามาก กลายเป็นทรัพย์สินมูลค่า นับร้อยล้านหรือนับพันล้านบาท
วันนั้นคำว่า “ให้” กับคำว่า “ยังเป็นชื่อของฉันอยู่” อาจต้องไปพบกันในศาล
กรณีวัดป่าอดุลยาราม มีความหมายมากกว่าเรื่องที่ดินวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น
กรณีสวนกุหลาบสมุทรปราการ ก็มีความหมายมากกว่าที่ดินของโรงเรียน
และกรณีวัดศรีจันทาราม ก็อาจเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ยังต้องรอผลจากกระบวนการยุติธรรม
ทั้งหมดกำลังบอกเราว่า
“เจตนาดี” อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้ทำ “หลักฐานทางกฎหมาย” ให้สมบูรณ์
เพราะคนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปี
แต่ที่ดินอาจอยู่เป็นร้อยปี
และราคาของมันอาจเพิ่มขึ้นจนไม่มีใครคาดคิด
ดังนั้น หากวันนี้ตั้งใจจะ “ให้”
จงทำให้ชัดว่าให้ ให้ถูกต้องทางเอกสารทะเบียนให้เสร็จสิ้น
อย่าทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลาน วัด โรงเรียน หรือศาล ต้องมาตามหาเจตนาของคนที่ไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาตอบคำถามด้วยตัวเองอีกแล้ว
เพราะสุดท้าย…
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า วันนี้ชื่อใคร อยู่บนโฉนดเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่ว่า
วันนั้น เจ้าของที่ดินตั้งใจมอบมันให้ใคร และได้ทำให้เจตนานั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วยัง
ฝากไว้ให้คิด
# เดลี่ไทม์
# สวนกุหลาบสมุทรปราการ
# วัดศรีจันทาราม
# วัดป่าอดุลยาราม