วิกฤตรัฐบาล
วิกฤตรัฐบาล จุดตายไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่คือประชาชนหมดศรัทธา! จากแลนด์บริดจ์–น้ำมัน–เขากระโดง–ฮั้วเลือก สว.–เปลี่ยนอธิบดีดีเอสไอ ถึงมหาวิกฤตน้ำท่วม ทุกเรื่องกำลังทดสอบว่า รัฐบาลจะกล้าหาความจริง หรือใช้อำนาจพาเรื่องร้อนให้เงียบหาย
วิกฤตรัฐบาล จุดตายไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่คือประชาชนหมดศรัทธา!
จากแลนด์บริดจ์–น้ำมัน–เขากระโดง–ฮั้วเลือก สว.–เปลี่ยนอธิบดีดีเอสไอ ถึงมหาวิกฤตน้ำท่วม ทุกเรื่องกำลังทดสอบว่า รัฐบาลจะกล้าหาความจริง หรือใช้อำนาจพาเรื่องร้อนให้เงียบหาย
สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องเร่งกอบกู้ต่อจากนี้ ไม่ใช่คะแนนนิยม ไม่ใช่การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี และไม่ใช่เพียงการประคองเสียงในสภา แต่คือ “ความเชื่อมั่นของประชาชน”
เพราะนับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังมองไม่เห็นผลงานที่จับต้องได้อย่างเต็มตา ตรงกันข้าม กลับเห็นแต่ปัญหาเดิมซ้ำซาก
โครงการใหญ่ถูกประกาศอย่างครึกโครม แต่พอถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า ผลกระทบ และความโปร่งใส เรื่องกลับค่อย ๆ เงียบลง
ตัวอย่างชัดเจนคือโครงการ “แลนด์บริดจ์ ชุมพร–ระนอง” มูลค่าการลงทุนระดับล้านล้านบาท เคยถูกนำไปโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศอย่างยิ่งใหญ่
แต่เมื่อศึกษารายละเอียดกลับพบความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ภาระงบประมาณ และผลกระทบต่อประชาชน จนคณะกรรมการเสนอให้ยุติโครงการในรูปแบบเดิม
ใช้เวลา งบประมาณ และทรัพยากรไปเท่าไร ใครต้องรับผิดชอบต่อการนำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน และเหตุใดจึงต้องรอให้ประชาชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมออกมาคัดค้านอย่างกว้างขวาง จึงค่อยกลับมาทบทวน
เรื่องน้ำมัน ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ประชาชนเคยตั้งคำถามเรื่องการกักตุน การบริหารสต๊อก และการควบคุมราคา
แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ทำให้สังคมหมดสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ใครได้ประโยชน์ ใครละเลยหน้าที่ และมีใครถูกดำเนินการอย่างจริงจังหรือไม่
เรื่องดูเหมือนกำลังเงียบหาย แต่ราคน้ำมัน ค่าครองชีพที่ประชาชนต้องจ่ายไม่เคยเงียบกลับเพิ่มตามไปด้วย
ที่ดิน “เขากระโดง” ก็ยังเป็นอีกบทพิสูจน์ รัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรมและไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่เมื่อกระบวนการล่าช้าและคำอธิบายเปลี่ยนไปหลายทิศทาง ความสงสัยของประชาชนย่อมเพิ่มขึ้น
รัฐบาลต้องเข้าใจว่า คำว่า อยู่ในกระบวนการ ไม่ควรถูกใช้เป็นกำแพงบังหน้าเพื่อปล่อยให้เรื่องค้างอยู่โดยไม่มีกำหนดเวลา
ล่าช้าเท่าไร ประชาชนก็ยิ่งสงสัยว่า กฎหมายประเทศนี้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนจริงหรือไม่
แต่เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดเวลานี้หนีไม่พ้น “คดีฮั้วเลือก สว.”
จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 เคยเสนอให้ดำเนินคดี 229 ราย แต่สุดท้าย กกต.มีมติส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาเพียง 77 ราย สว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย ส่วนกรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี และนักการเมืองระดับแกนนำที่ถูกกล่าวหารวม 21 ราย ไม่ถูกส่งฟ้อง
เรื่องนี้จึงไม่อาจจบลงด้วยคำว่า กกต.มีมติแล้ว
เพราะมติสำคัญหลายส่วนไม่ได้เป็นเอกฉันท์ แต่เป็นมติ 5 ต่อ 2 ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อยคือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย เห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งการทำโพยอย่างน้อย 12 โพย
หมายเลขผู้สมัครที่ได้ 1-7 ก็สอดคล้องกับโพยดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่สงสัยเข้าข่ายทุจริตการเลือก สว.
การรวมตัวตามโรงแรมกระจายอยู่ในหลายจังหวัด อาทิ สุโขทัย นครศรีธรรมราช ภูเก็ต อุทัยธานี นครสวรรค์ และ หนองบัวลำภู เส้นทางโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน
เมื่อกรรมการ กกต.ด้วยกันเองยังเห็นต่าง ประชาชนย่อมมีสิทธิถาม เหตุใด คนระดับปฏิบัติการจึงถูกส่งขึ้นศาล แต่บุคคลระดับแกนนำกลับหลุดออกจากกระบวนการ
นี่คือการดำเนินคดีถึงผู้บงการ หรือเป็นเพียงการตัดตอนให้คดีหยุดอยู่ที่ลูกข่าย
เหตุใดจึงไม่เปิดทางให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอย่างถึงที่สุด เพราะมีทั้งโพย เส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ และพฤติการณ์เชื่อมโยงกัน
จึงเป็นไปไม่ได้ที่สังคมชวนสงสัย หากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก ก็ควรเปิดเหตุผลให้สังคมตรวจสอบ
ยิ่งน่าสงสัยขึ้นไปอีก เมื่อคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 กันยายน 2569 มีมติแต่งตั้ง ปิยะ รักสกุล จากอธิบดีกรมคุมประพฤติ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมโยก ยุทธนา แพรดำ อธิบดี ดีเอสไอคนเดิม ไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยรัฐบาลชี้แจงว่าเป็นการเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ประชาชนมีสิทธิถามว่า เหตุใดต้องเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคดีสำคัญ ฮั้วเลือก สว.และคดีเขากระโดง
ที่สำคัญ อธิบดีใหม่ เคยเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 36 และอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมากที่มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย สวนทางกับคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเห็นว่าควรดำเนินคดี
วันนี้บุคคลที่เคยร่วมลงมติให้ยกคำร้อง กลับมานั่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานซึ่งถือสำนวนคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเดียวกัน ทั้งข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน
แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการแต่งตั้งมีเป้าหมายเพื่อแทรกแซงคดี แต่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงสร้างเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นกลาง ความต่อเนื่องของสำนวน และผลประโยชน์ทับซ้อนทางหน้าที่
ยิ่งมติแต่งตั้งเกิดขึ้นในจังหวะที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศพอดิบพอดี ก็ยิ่งทำให้สังคมถามว่า เป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นการหลบฉากจากเผือกร้อนทางการเมือง
รัฐบาลจึงไม่ควรตอบประชาชนเพียงว่า “อธิบดีคนใหม่สั่งเปลี่ยนพยานหลักฐานไม่ได้” เพราะประเด็นไม่ได้อยู่แค่การแก้เอกสารในสำนวน แต่อยู่ที่อำนาจกำหนดทิศทางการสอบสวน การจัดทีม การมอบหมายผู้รับผิดชอบ การขยายผล และความเร็วหรือความช้าของคดี
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ประชาชนต้องจับตา!
หากไม่มีเจตนาแทรกแซง รัฐบาลต้องกล้าให้หลักประกันต่อสาธารณะว่า ทีมสอบสวนเดิมจะทำงานต่ออย่างอิสระ ไม่มีการย้ายคนทำคดี ไม่มีการตัดพยาน ไม่มีการลดข้อกล่าวหา และต้องกำหนดกรอบเวลาเปิดเผยความคืบหน้าอย่างชัดเจน
ไม่ใช่เปลี่ยนคนคุมคดีแล้วบอกประชาชนว่า ไม่มีอะไร
เพราะยิ่งรัฐบาลบอกว่าไม่มีอะไร ประชาชนก็ยิ่งถามว่า ถ้าไม่มีอะไรจริง แล้วเหตุใดต้องรีบเปลี่ยนตัวในช่วงนี้?
แผลใหญ่อีกเรื่องคือ การสอบเข้ารับราชการของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีกว่าห้าพันราย เรียกรับกันเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้าน ทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการก่อสร้าง เงินทอน และการแบ่งผลประโยชน์กันเป็นทอด ๆ
หลายคดีจับได้เพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ผู้รับเหมา หรือลูกน้อง แต่กลับไปไม่ถึงผู้สั่งการและผู้รับผลประโยชน์ตัวจริง การสอบเป็นนายอำเภอก็เริ่มปูดกันมาเรื่อยจากคนในกันเอง
เหตุใดประเทศไทยจึงจับได้แต่ “ปลาซิวปลาสร้อย” ส่วน “ปลาใหญ่” ยังว่ายน้ำอย่างสบายใจ
เมื่อคดีเกี่ยวข้องกับคนตัวเล็ก กฎหมายวิ่งสู้ฟัด แต่พอเส้นทางคดีเข้าใกล้ผู้มีอำนาจ กระบวนการกลับเดินช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน เรื่องถูกตั้งคณะกรรมการ ส่งต่อหน่วยงาน ขอข้อมูลเพิ่ม
ลูกเล่นเยอะ แล้วสุดท้ายก็เงียบหายไปกับกาลเวลา
ส่วนจุดที่ทำให้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลสั่นคลอนอย่างหนัก คือการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม กทม.และปริมณฑล
ก่อนเกิดเหตุมีการยืนยันว่า “เอาอยู่” พร้อมตำหนิเพจเอกชนที่ออกมาแจ้งเตือนว่าอาจสร้างความตื่นตระหนก แต่เมื่อฝนตกหนักและน้ำท่วมเกิดขึ้นจริง ประชาชนกลับต้องเผชิญน้ำเข้าบ้าน รถยนต์เสียหาย การจราจรเป็นอัมพาต และขาดรายได้
ใครต้องรับผิดชอบต่อคำพูด การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด
ทำตัวเป็นสายน้ำ
รัฐบาลจะโยนความรับผิดชอบให้ท้องถิ่นเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะหน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้กำหนดนโยบาย ควบคุมกรม กอง ระบบเตือนภัย การบริหารจัดการน้ำ และงบประมาณจำนวนมหาศาล
เมื่อเกิดความเสียหาย รัฐบาลจึงต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่ยืนดูอยู่บนฝั่ง แล้วบอกประชาชนว่าเป็นเรื่องของท้องถิ่น
จุดตายของรัฐบาลวันนี้จึงไม่ใช่น้ำท่วม ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เขากระโดง และไม่ใช่คดีฮั้วเลือก สว.เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แต่คือการสะสมของทุกปัญหา จนประชาชนเริ่มไม่เชื่อคำพูดของผู้มีอำนาจอีกแล้ว
เมื่อรัฐบาลพูดแล้วประชาชนไม่เชื่อ เมื่อหน่วยงานรัฐชี้แจงแล้วสังคมยังสงสัย เมื่อคดีใหญ่เดินไปถึงเพียงลูกข่าย แต่ไม่เคยถึงผู้บงการ
และเมื่อคนที่เข้ามาคุมคดีมีประวัติเคยร่วมพิจารณาเรื่องเดียวกันมาก่อน นั่นหมายความว่า วิกฤตศรัทธา ได้เกิดขึ้นเต็มรูปแบบแล้ว
รัฐบาลอาจประคองเสียงในสภาได้ อาจรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีได้ อาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ และอาจใช้กลไกทางการเมืองยื้อเวลาออกไปได้
แต่ไม่มีรัฐบาลใดใช้อำนาจบังคับให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ ผมเชื่ออย่างนั้น
ถ้าอยากอยู่ต่ออย่างมีศักดิ์ศรี รัฐบาลต้องหยุดแก้ตัว หยุดโยนความผิด หยุดใช้คำว่า “อยู่ในกระบวนการ” เพื่อซื้อเวลา และหยุดปล่อยให้คดีสำคัญเงียบหาย
ต้องเปิดข้อมูล เปิดเหตุผลของการแต่งตั้งโยกย้าย เปิดความคืบหน้าสำนวน กำหนดกรอบเวลา และกล้าดำเนินการกับคนผิด ไม่ว่าจะเป็นคนของใคร ใกล้ชิดใคร หรือมีอำนาจใหญ่โตเพียงใด
เพราะวันที่ประชาชนไม่เชื่อแม้แต่คำเตือน คำชี้แจง หรือคำรับประกันจากรัฐบาล วันนั้นอำนาจที่มีอยู่ก็เหลือเพียงตัวเลขในสภา ความชอบธรรมในหัวใจประชาชนกลับหดหาย
วันนี้เสียงระฆังเตือนดังขึ้นแล้ว
รัฐบาลจะเร่งพิสูจน์ความจริง หรือจะยังคิดว่า เอาอยู่ ก็เลือกเอาเอง แต่ต้องไม่ลืมว่า ทุกความผิดพลาดและทุกความเสียหาย ประชาชนเป็นคนจ่าย
และเมื่อถึงวันตัดสินทางการเมือง ประชาชนก็จะเป็นผู้คิดบัญชีเช่นกัน
ส่วนจุดที่ทำให้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลสั่นคลอนอย่างหนัก คือการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม กทม.และปริมณฑล